วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันและเธอ

ตอนที่ผมซ้อมบลาซิเลี่ยน-จูจิตซึ ในบางวันที่อากาศสบายๆ บางทีตอน Roll (ซ้อมปล้ำต่อสู้กันแบบฟรีสไตล์) ก็อาจจะมีการแอบกระซิบกระซาบกันว่า "วันนี้ขอชิวๆ สบายๆ แค่ 50% ก็พอนะ"

แล้วก็ขอให้มั่นใจเถอะว่าไม่ว่าพวกเราจะรับปากกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแค่ไหนก็ตาม ตอน Roll กันจริงๆ มันจะอัดกันหมดแม๊กซัดกันแหลกทุกที



และขอให้เชื่อเถอะว่า พอจบ Roll แล้วถ้าเราไปถามว่าทำไมแกเล่นหนักจังวะ ไหนบอกว่าเบาๆ

คำตอบที่ได้รับทุกครั้งก็คือ "ก็มึงนั่นแหละเล่นกูหนักก่อน"

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ทั้งๆ เราก็มั่นใจนะว่า 50% แล้วนี่หว่า

คำถามก็คือมันเกิดอะไรขึ้น เราเล่นหนักจริงๆ (ทั้งที่มันใจว่าเบาแล้ว) หรือเพื่อเรามันบ้าพลังไปเอ

ความจริงเรื่องนี้มันมีคำอธิบายในเชิงจิตวิทยาอยู่เหมือนกัน

คือเคยมีการทำลองให้คนสองคนผลัดกันออกแรงกดไปที่อีกฝ่าย โดยให้กดด้วยความแรงเท่ากับที่เขากดเราในครั้งก่อน ผลปรากฏว่าแรงที่ใช้ในการกดมันจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ ชนิดที่ว่าถ้ายังผลัดกันออกแรงกดอย่างนี้กันต่อไปเรื่อยๆ มีหวังว่าได้ชกกันแน่ๆ

ย้อนกลับมาที่คำถามเดิมคือมันอะไรขึ้น?

คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้มีอยู่ว่า ระบบประสาทของเรามีแนวโน้มจะตอบสนองต่อการกระทำของตัวเองน้อยกว่าปรกติ ในขณะที่มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการกระทำของคนอื่นจะมีมากกว่าปรกติด้วยเช่นกัน

มันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงจั๊กกะจี้ตัวเองแล้วไม่ค่อยรู้สึกเท่าถูกคนอื่นจั๊กกะจี้ทั้งๆ ที่พยามทำแบบเดียวกันด้วยความแรงที่เท่ากันแล้วแท้ๆ

ความจริงแล้วกลไกทางประสาทนี้ธรรมชาติออกแบบให้เราใช้สำหรับการป้องกันตัว เมื่อระบบประสาทตอบสนองต่อภายนอกมากกว่าปรกติ (คือโอเวอร์แอ๊คชั่นเข้าไว้) ความฉับไวในการตอบสนองต่ออันตรายต่างๆ จึงเกิดประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

แต่กลไกนี้ก็ดูเหมือนว่าจะก่อปัญหาให้กับเราได้อยู่เหมือนเมื่อเราอยู่ในบริบทของสังคมแบบเมืองๆ

ผมสรุปง่ายๆ ว่ามันทำให้เราเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว

บางทีเราอาจจะรู้สึกรำคาญเวลาคนข้างห้องมาเคาะประตูบอกว่าเราส่งเสียงดังเกินไปทั้งๆ ที่เรารู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ดังอะไรมากมากมายเสียหน่อย หรือเราอาจจะรู้สึกว่ามันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรเพียงเพราะยืนพิงเสาในขบวนรถไฟฟ้า

บางทีเราอาจจะคิดว่าคนรอบๆ ตัวเรานี่ช่าง "เยอะ" เสียเหลือเกิน นิดหน่อยก็ไม่ได้

นั่นแหละคืออิทธิพลของกลไกระบบประสาทที่มันกำลังทำงานอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว

ผมใช้คำว่าไม่รู้ตัวนะ

แต่ตอนนี้ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้ทันระบบประสาทของคุณแล้วล่ะ

บางทีในโอกาสต่อๆ ไป ถ้าหากมีใครมาตำหนิอะไรเราบ้าง จากเรื่องที่เราคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

เราอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการ "ถอยออกมา" พิจารนาที่ตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เราคิดว่ามันเล็กน้อยนั้น มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจริงๆ เหรอ?










ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด



ความหมาย

ความหมาย (ความต้องการ) ที่เรากำลังพยามสื่อสารออกไป คนรับสารจะสามารถเข้าใจตรงกับที่เราต้องการสื่อหรือไม่?

นี่คือเรื่องสำคัญ

เช่นคุณบอกว่าวันนี้ฉันไปตลาดซื้อมะนาวสวยๆมา 3-4 ลูก (จะเอามะนาวมาอวดซักหน่อย) ..... แต่เขาบอกฝนตกแฉะๆก็ยังไปตลาดอีกเนอะ(ไม่สนใจมะนาวเราเล้ย)

จบเห่ ... แบบนี้ NLP ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด

เมื่อการสื่อสารผิดพลาด สิ่งที่ตามมาซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการสื่อสารอีกทีจึงไม่สามารถหนีพ้นไปจากกรอบของคำว่าผิดพลาดไปได้

ทุกความสำเร็จจึงมีจุดเริ่มต้นมาจากการสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำก่อนเสมอ

ดังนั้นก่อนจะสื่อสารอะไรออกไป จงเริ่มต้นด้วยการคิดและตระหนักอยู่เสมอว่าคนฟังจะสามารถเข้าใจตรงตามเป้าหมายที่เราอยากบอกกับเขาหรือไม่?

เมื่อคุณเปิดร้านอาหาร คุณพยามจะสื่อสารว่าร้านคุณบรรยากาศดีอาหารก็อร่อย ... แต่ลูกค้าเข้าใจตรงกับสิ่งที่คุณกำลังสื่อสารหรือเปล่า?

ถ้าหากคุณเป็นหมอ คุณอาจจะพยามทำให้คนป่วยของคุณตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ แต่เข้าจะเจ้าใจอย่างที่คุณพยายามให้เขาเข้าใจหรือไม่?

อย่าลืมหลักการสำคัญที่ว่า "การสื่อสารไม่ใช่เรื่องวิธีการ แต่เป็นเรื่องของผลลัพธ์ล้วนๆ" ครับ

ขอย้ำอีกครั้งว่า

"ทุกความสำเร็จจึงมีจุดเริ่มต้นมาจากการสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำก่อนเสมอ"


 




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด




อ่านใจ (Mind Reading)

เราจะสามารถอ่านใจ (Mind Reading) คนอื่นได้ ... ก็ต่อเมื่อเราสามารถประเมินได้ว่าคนอื่นคิดอะไรกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ในขณะนั้น

เรื่องนี้พูดเหมือนง่าย 

แต่ความจริงเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเรานั้นมีแนวโน้มจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ... 

มันมีแนวโน้มสูงทีเดียวที่เราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้มันก็ดีอยู่แล้ว โอเคอยู่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรเสียหายตรงไหนเลย

ยิ่งมีตรงนี้มากเท่าไหร่ การรับรู้ของเรามันก็จะหดแคบเข้าเรื่อยๆ (จะบอกว่าเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้ แต่โดยเจตนาแล้วไม่ได้ต้องการให้มีความหมายรุนแรงถึงขนาดนั้น) จนในที่สุดเราจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าคนอื่นๆ เขาคิดหรือรู้สึกอะไรกับเรา

เมื่อเป็นดังนั้นแล้วมันจึงไม่แปลกเลยถ้าเราจะไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้เลยแม้ซักนิดเดียว

และมันก็คงไม่ดีแน่ๆ กับการสื่อสารหรือสนทนาที่เราไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้นอกจากตัวเราเอง

ดังนั้นแล้ว มันจึงการควรเป็นอย่างยิ่งหากเราฝึกที่จะถอดหัวโขนหรือละอัตตาความเป็นตัวของเราเองลงเสียบ้าง ... แล้วถอยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวตนของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา (ผมย้ำว่าตรงไปตรงมานะ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาชมหรือตำหนิเพียงอย่างเดียว ไม่อย่านั้นมันก็ไม่มีประโยชน์)

... หากเราต้องการที่จะเข้าใจคนอื่นให้มากยิ่งขึ้น 




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


Six Step Reframing

เมื่อต้องสินใจ ไม่ว่าจะได้เรื่องใดก็ตาม ผู้คนจำนวนมากมักจะเกิดความรู้สึกที่ว่า "ตอนนั้นไม่น่าตัดสินใจเลือกแบบนั้นเล้ย" ตามมาอยู่เสมอ 

นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจหรือความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเอง มากๆ เข้าก็จะพัฒนามาเป็นความรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่จะต้องเป็น "ผู้ต้องเลือก"

และในหลายๆ กรณี นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะนำไปสู่ปัญหาการไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

(ไม่มีใครอยากเป็นผู้เลือกผิดพลาดหรอก หลายคนจึงหนีปัญหาด้วยการไม่ยอมเป็นผู้เลือกซะเลย)

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดทีสิ่งที่เรียกว่า Six Step Reframing ใน NLP ขึ้นมา

เพื่อทำให้การเลือกนั้นเกิดขึ้นอย่างแม่นยำ หนักแน่น และทรงพลัง ไร้ความสั่นคลอนตามมาในภายหลัง

(หรือถ้ามีก็ให้น้อยลงให้ได้มากที่สุดล่ะนะ)

การทำ Six Step Reframing Pattern มีดังนี้ครับ

1. กำหนดเป้าหมายว่าคุณต้องการเลือกสิ่งใด หรือต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด

2. กำหนดสัญญาณที่ใช้สำหรับเลือกคำตอบ คำว่าสัญญาณในที่นี้หมายถึงสัญญาณจากจิตใต้สำนึกเช่นถ้า "ตกลง" ให้รู้สึกกระตุกที่ปลายนิ้วของมือขวา แต่ถ้า "ไม่" ให้กระตุกที่ปลายนิ้วทางซ้ายเป็นต้น (สัญญาณพวกนี้ก็แล้วว่าแต่ละคนจะกำหนดขึ้นมาอย่างไร)

3. จงตั้งคำถามว่า "สิ่งเดิมที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงนั้น มันมีข้อดีอะไรอยู่บ้างที่อาจจะถูกมองข้ามหรือไม่?" "ทำไมฉันถึงต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้?" หรือ "การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ อน่างนั้นเหรอ?" การถามทบทวนแบบนี้บางทีคุณอาจจะคำตอบอะไรบางอย่างที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้นะ

4. สร้างเป้าหมายปลายทางที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงไปหามัน (เช่นถ้าอยากเลิกขี้เกียจ เป้าหมายพื้นฐานก็ควรการเป็นคนขยัน) และไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไรก็ตามขอให้สร้างตัวเลือกอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อยสองตัวเลือก (รวมเป้าหมายแรกสุดก็คือมีสามตัวเลือกเป็นอย่างน้อยให้เราเลือกว่าจะเปลี่ยนเป็นแบบใหนดี)

5. จงอธิบายหรือจินตนาการถึงข้อดีหรือคุณประโยชน์ที่ตัวคุณจะได้รับสำหรับทางเลือกในแต่ละทางที่คุณได้สร้างขึ้น (ในห้วงความคิดคิด) จากนั้นจงตั้งคำถามว่าจากตัวเลือกที่กำหนดขึ้นมานั้น ข้อใดคือสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงโดยฟังคำตอบจากส่วนลึกของคุณผ่านทางสัญญาณที่ถูกกำหนดขึ้นในข้อ 2

6. ตรวจสอบว่าคุณต้องการคำตอบที่ได้เลือกไปในข้อ 5 จริงหรือ โดยจินตนาการว่าผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงที่คุณได้เป็นผู้เลือกบัดนี้ได้เกิดขึ้นกับคุณแล้วโดยสมบูรณ์ จากนั้นสังเกตความพึงพอใจของตัวเองว่าเป็นอย่างไร





ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


จงเชื่อมั่นในความจริง

"อันความโป้ปดมดเท็จใดๆ ... มิคู่ควรทำให้ตัวตนของเราต้องเศร้าหมอง"






ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Hypnobirth

การสะกดจิตบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวดจากการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ (Hypnobirth)



Hypnobirth หรือ การสะกดจิตบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวดจากการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นการสะกดจิตบำบัดที่มีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือคุณแม่ทั้งหลายให้สามารถคลอดลูกเองโดยวิธีธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องตื่นกลัวหรือเจ็บปวดแต่อย่างใด โปรแกรม hypnobirth ถูกออกแบบมาเพื่อมอบคำแนะนำให้กับจิตใต้สำนึกของเหล่าคุณแม่ให้เชื่อมั่นในวิถีของธรรมชาติ เมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้นร่างกายและจิตใจก็จะสามารถผ่อนคลายได้แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เจ้าตัวน้อยกำลังจะออกมาสู่โลกใบนี้ โปรแกรมนี้สามารถช่วยให้คุณแม่คลอดลูกตามวิธีธรรมชาติได้ด้วยความภาคภูมิใจ สงบ ผ่อนคลาย อบอุ่น และสามารถควบคุมตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พวกเธอได้ดื่มด่ำกับรางวัลที่ธรรมชาติได้มอบให้อย่างเต็มที่ จดจำช่วงเวลาที่แสนจะน่าประทับใจได้ในทุก ๆ วินาทีโดยไม่ต้องผ่านการกรีดร้องอย่างเจ็บปวดอีกต่อไป

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การทำ hypnobirth หรือการสะกดจิตบำบัดเพื่อคลอดลูกกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คุณแม่ทั้งหลายที่ประเทศอังกฤษ แม้กระทั่งเจ้าหญิงเคท มิดเดิลตัลเองก็ใช้โปรแกรม hypnobirth เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างคลอดเช่นกัน
แม่ ๆ ที่ใช้โปรแกรม hypnobirth นี้ จะสามารถคลอดลูกเองแบบธรรมชาติโดยเจ็บปวดน้อยที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาระงับความปวดใด ๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่หลาย ๆ คนแทบจะไม่มีความเจ็บปวดเลยด้วยซ้ำ โปรแกรมนี้ช่วยให้พวกเธอสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่พวกเธอ (และร่างกายของเธอ) กำลังจะต้องเจอ  พวกเธอจะสามารถเอาชนะความหวาดกลัว ความวิตกกังวลต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง  สิ่งเหล่านี้จึงช่วยให้บรรดาคุณแม่ ๆ ที่ใช้โปรแกรม hypnobirth สามารถผ่านประสบการณ์อันสวยงามที่สุดที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างมาให้กับพวกเธออย่างสงบ ผ่อนคลาย และปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อ
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโปรแกรม hypnobirth ไม่ได้อยู่ที่การทำให้คุณแม่สามารถคลอดลูกเองโดยไม่ต้องเจ็บปวด แต่ความน่าทึ่งของมันอยู่ที่ลูกน้อยของพวกเธอต่างหาก เมื่อการคลอดเป็นการคลอดที่แสนสงบ อ่อนโยน และปลอดจากยาสำหรับคุณแม่ นั่นก็หมายถึงมันย่อมเป็นการคลอดที่แสนสงบ อ่อนโยน และปลอดจากยาสำหรับเจ้าตัวน้อยของพวกเธอเช่นกัน  การคลอดเป็นประสบการณ์แรกของทารกทุก ๆ คน และประสบการณ์แรกนี้ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของพวกเขาในอนาคต เมื่อการคลอดเป็นไปอย่างสงบ มันจึงทำให้เหล่าทารกมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย สงบ พัฒนาการไว หลับง่าย และโตเร็ว
โปรแกรมนี้ได้พิสูจน์ตัวเองหลายต่อหลายครั้งแล้วว่ามันสามารถช่วยให้คุณแม่ทั้งหลายสามารถมีประสบการณ์คลอดตามธรรมชาติได้อย่างสงบ เหมาะสม และยอดเยี่ยมที่สุด





ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด



วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความถนัดของระบบประสาท

คนเราเกิดมาด้วยถนัดที่แตกต่างกัน การใช้งานระบบประสาทในการรับรู้และเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ ในคนแต่ละคนก็มีความถนัดที่แตกต่างกันออกไป

ใน NLP แบ่งความถนัดในการใช้ระบบประสาทรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของมนุษย์อกเป็น 3 พวกใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ถนัดการรับรู้ด้วยภาพ(V) ถนัดการรับรู้ด้วยเสียง(A) ถนัดการรับรู้ด้วยสัมผัส(K)

คนเราโดยส่วนใหญ่ถนัดการรู้ด้วยภาพมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าในชีวิตประจำวันเราใช้ประสาทสายตาในการรับรู้สิ่งต่างๆ มากที่สุด การทำความเข้าใจด้วยการมองเห็นจึงเป็นความถนัดที่คนส่วนใหญ่มี ดังนั้นอย่างแปลกใจที่การบรรยายอธิบายต่างๆ จึงมีคำแนะนำให้มีภาพประกอบควบคู่ไปด้วยเพื่อเร่งกระบวนการเรียนรู้ของผู้รับให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

คนอีกส่วนหนึ่งถนัดการรับรู้ด้วยเสียง คำว่าเสียงในที่นี้เสียงที่เราได้ยินและเสียงที่เกิดจากการนึกคิดทบทวนภายในหัวของเรา ดังนั้นสำหรับคนกลุ่มนี้ เหตุผล ข้อมูล รวมไปถึงการตั้งคำถามต่างๆ จึงเป็นตัวกระตุ้นให้เขาเกิดการซึมซับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

อีกส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะน้อยที่สุดนั่นก็คือถนัดทางการสัมผัส หมายถึงจะต้องมีการสัมผัสหรือลงมือทำด้วยตนเองจึงจะเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

การใช้สื่อให้ถูกต้องกับความถนัดของผู้รับสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าต้องการให้การสื่อสารมันง่าย ก็ควรเลือกใช้สื่อที่ถูกต้องกับความถนัดของผู้รับสารด้วยครับ




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด