วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Timeline Reframing


โดยสรุปแล้วการทำ Timeline Reframing ก็คือการจิตนาการย้อนกลับในอดีต(ในสภาวะกึ่งการสะกดจิต) กลับไปยังเหตุการณ์บางเรื่องราวในชีวิตของคุณ จากนั้นก็ทำการแก้ไขมันเสีย!

นี่คงเป็นเรื่องที่ฟังดูบ้าบอและไร้สาระที่สุดสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ NLP

เราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?

เหตุผลที่เราต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า .... การที่เราเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้ (อารมณ์/ความคิด/บุคลิกภาพ) ทั้งหลายทั้งปวงมันก็เกิดมาจากว่า เราเคยเรียนรู้ผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง จะบอกว่าที่เราเป็นเราก็เพราะประสบการณ์มันทำให้เราเป็นก็ได้

ถ้าคุณเห็นไอ้ขี้โมโหซักหนึ่งคน หรือเห็นไอ้ขี้แพ้อีกซักคน ขอให้คุณทราบเถอะครับว่าเขาไม่ได้เป็นเพราะเขาอยากเป็นแบบนั้นหรอก แต่ทั้งหมดมันเกิดจากประสบการณ์ของเขาต่างหากที่มันหล่อหลอมสั่งสอนให้เขาเป็นอย่างนั้น

ใครล่ะที่สามารถกำหนดประสบการณ์เองได้ทั้งหมด .... ไม่มีหรอก

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ NLP จะทำล่ะ

ถ้าประสบการณ์มันทำให้คนมันเป็นอย่างนี้อย่างนั้น มันทำให้คนมีปัญหา (อารมณ์/ความคิด/บุคลิกภาพ) อย่างงี้อย่างงั้นแล้วล่ะก็

จงเปลี่ยนประสบการณ์ห่วยๆ พวกนั้นเสีย!!!

ทำอย่างไร?

ก็ด้วย Timeline Reframing นี่แหละครับ!!

จงรับรู้อดีตของคุณด้วยเรื่องราวใหม่ๆ แทนเรื่องราวห่วยๆ พวกนั้นซะ

สำหรับ NLP แล้ว เราไม่เคยสนใจหรอกครับว่าประสบการณ์ที่คุณเคยรับรู้มาหรือที่คุณจะรับรู้ต่อไปมันจริงหรือไม่จริง เราสนแต่ว่าคุณกำลังรับรู้อะไร และสิ่งที่ที่คุณกำลังรับรู้มันสร้างสรรค์หรือเปล่า

และถ้ามันไม่สร้างสรรค์ล่ะก็ จงเปลี่ยนมันเสีย!

นี่แหละหัวใจที่เป็นแก่นท้ของ Timeline Reframing ล่ะครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


Do and Don't


ลองนึกถึงว่าขณะนี้คุณกำลังยืนมองดูการแสดงผาดโผนที่เสี่ยงตายเอามากๆ เช่นการโชว์ลูกปืนใหญ่มนุษย์ เมื่อนักแสดงที่เป็นคนเป็นๆ ถูกบรรจุลงไปในปากกระบอกปืนใหญ่แล้วยิงออกไปสู่เป้าหมาย นี่เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำและอันตรายอย่างที่สุดอย่างหนึ่งในโลกของการแสดงผาดโผนก็ว่าได้

“ทำไมนักแสดงจึงเลือกที่จะทำสิ่งนี้?”

เพราะเงิน เพราะชื่อเสียง หรือเพราะอะไรกันแน่ หากให้คุณเป็นคนที่จะต้องถูกบรรจุลงไปแทนล่ะ? คุณจะยอมทำมันหรือไม่?

เนื่องจากตัวอย่างนี้ดูอันตรายเสี่ยงตายมากเกินไป นี่ก็อาจจะเป็นตัวอย่างลำบากใจมากซักหน่อยที่จะต้องตอบคำถามว่าจะยอมทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้หรือไม่ ดังนั้นคราวนี้เราลองทำอะไรให้มันง่ายขึ้นอีกนิดเช่นการเดินเท้าเปล่าๆ ลุยไปบนกองไฟที่เป็นถ่านแดงๆ ประมาณ 3-4 ก้าว การกระทำแบบนี้คุณไม่ตายแน่ๆ แต่เท้าคุณอาจจะได้รับบาดเจ็บพุพองได้แน่ๆ เช่นกัน

คำถามก็คือว่า “คุณจะยอมทำสิ่งนี้หรือไม่?”

Loop of Error


ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่นอกหักแล้วก็อกหักอีก กิจการเจ๊งแล้วก็เจ๊งอีก ทำอะไรก็ล้มเหลวแล้วก็ล้มเหลวอีก

ขอให้ลองสังเกตดูให้ดีๆ ใช้ความสามารถในการเป็นนักสังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยมของคุณพิจารนาดูว่า "มีสิ่งใดที่มันกำลังเกิดขึ้นซ้ำๆ"

ความผิดพลาดซ้ำซากมันย่อมเกิดจากรูปแบบที่ผิดพลาดบางประการที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกไปโดยที่ไม่รู้ตัว(หรือบางทีก็รู้ตัว ...แต่ก็ยังทำด้วยความเคยชิน)

NLP Presuppositions ข้อหนึ่งบอกว่า "ถ้าบางสิ่งใช้การไม่ได้ หรือใช้แล้วไม่ได้ผล ... งั้นก็จงเปลี่ยนมันเสีย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ... แล้วผลที่ได้จะแตกต่างอย่างแน่นอน"

นั่นหมายความว่าถ้าคุณค้นหาความผิดพลาดที่วนซ้ำเจอแล้วแก้ไขมันเสียด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ความซ้ำซากก็ย่อมถูกทำลายลงอย่างแน่นอน

แต่คำถามสุดท้ายก็คือ

"คุณพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง?"

ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


power of conscious mind


นี่อาจจะฟังดูแปลกๆ ซักหน่อย ..... ที่ผมจะบอกว่า

" การสะกดจิตคือพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตสำนึก"

จิตสำนึก (Conscious Mind) นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว ผมไม่ได้เขียนผิดหรอก และผมขอยืนยันอีกครั้งว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในงาน Hypnosis โดยเฉพาะงานด้าน Hypnotherapy เราใช้ความฉลาดมีเหตุผลของจิตสำนึกเข้าไปสอนให้จิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึกให้มันรู้มันสำนึก

ให้มันรู้ว่าวิธีการเดิมๆ ของมันนั้นมันไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

เปลี่ยนเป็นวิธีการใหม่ๆ บ้างเถอะ!!!!!


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประสบการณ์ส่วนบุคคล

เมื่อประสบการณ์ใดก็ตามเกิดขึ้นกับบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่ตัวคุณ

คุณอาจจะเห็นอกเห็นใจต่อเหตุการณ์ที่เขาประสบได้อย่างเต็มที่ แต่คุณไม่อาจะรับรู้และเข้าใจต่อเหตุการณ์นั้นได้อย่างสมบูรณ์

เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่าคุณไม่ใช่เขา (ประสบการณ์ ความเชื่อ และค่านิยม) และคุณก็ไม่ได้อยู่เหตุการณ์เดียวกันในตำแหน่งการรับรู้เดียวกับเขา

นี่เป็นแนวคิดพื้นฐานอย่างหนึ่งของจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยม

ดังนั้นคุณจึงมีสิทธิ์ที่จะเห็
นอกเห็นใจใครก็ได้อย่างเต็มที่ แต่คุณย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดว่า "คุณเข้าใจ" การรับรู้หรือความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์

.
.
.

สรุปง่ายๆ ก็คือ .... อย่าคิดแทนกันเลยครับ

พ่อแม่คิดแทนลูก เจ้านายคิดแทนลูกน้อง สามีคิดแทนภรรยา หรือแม้แต่คนเราไปคิดแทนหมาแทนแมว

รับรอง เฟลแน่นอนครับ




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

IKEA Effect

หลังจากลำบากตรากตรำกับการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA มาสองวัน ก็ทำให่นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า " IKEA Effect " ขึ้นมา

IKEA Effect คืออะไร?

หลักง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า "สิ่งใดก็ตามที่คุณเข้าไปมีส่วนร่วมหรือลงมือลงแรงไปกับมัน ... สำหรับคุณแล้วสิ่งนั่นย่อมมีค่าสำคัญกว่าสิ่งอื่นๆ เสมอ"

ถ้าใครเคยไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ IKEA สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องโดนก็คือการลำบากลำบนลากกล่องเฟอร์นิเจอร์หนักโคตรๆ ออกมาจากชั้นวาง จากนั้
นก็ต้องลากมันไปจ่ายเงิน จากนั้นคุณต้องออกแรงยกมันขึ้นรถ แล้วเอาประกอบเองที่บ้าน (บางคนทนไม่ไหวก็ต้องจ้างเขาไปส่งและประกอบให้ที่บ้าน ซึ่งมันถูกๆ เสียที่ไหน) ถึงแม้เขาจะเคลมว่าเฟอร์นิเจอร์ IKEA ออกแบบมาอย่างดีประกอบง่าย แต่ถ้าใครลองมาทำดูซักทีจะรู้ว่ามันไม่ง่ายซักเท่าไหร่หรอก อย่างน้อยก็ต้องเหนื่อยแน่ๆ โดยเฉพาะกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ที่มีชิ้นส่วนจำนวนมากอย่างเจ้าโต๊ะทำงานที่ผมกำลังนั่งเขียนบทความอยู่นี้ (ซึ่งเพิ่งประกอบเสร็จไปตะกี้เอง)

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการที่ยากลำบากนี้?


IKEA Reframing

นี่ก็ยังคงเป็นเรื่องความลำบากส่วนตัวกับเฟอร์นิเจอร์ IKEA ของผมต่อไป

หลังจากที่ผมเปิดกล่องกระดาษขนาดยักษ์สองกล่องออกมา สิ่งที่ผมพบก็คือชิ้นส่วนจำนวนมากที่รอให้ผมประกอบมันเป็นโต๊ะทำงาน .... พูดตรงๆ เห็นจำนวนชิ้นส่วนแล้วโคตรเซ็งครับ

ในการนี้มีทางเลือกอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ
1. ตัดใจยอมจ่ายเงินโทรตามช่างให้มาต่อให้เสียดีๆ
2. ก้มหน้าก้มตาต่อไปเซ็งๆ จนกว่ามันจะเสร็จ
3. ต่อมันด้วยความสนุกให้มันเสร็จ

ซึ่งแน่นอนผมเลือกข้อ 3

ดังนั้นสิ่งที่ผมลงมือทำกับตัวเองก่อนที่จะลงมือประกอบชิ้นส่วนก็คือ NLP Reframing!!!

วิธีการก็ไม่ยากแป๊บเดียวก็เสร็

1. เพียงแค่ควบคุมจินตนาการพาตัวเองย้อนกลับไปวัยเด็กนึกถึงประสบการณ์วัยเด็กที่มีความสุขกับการประกอบพลาสติกโมเดล (พลาสติกโมเดลเป็นของเล่นที่ต้องประกอบตามแบบบังคับ และมีจำนวนชิ้นส่วนมาก สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่เจ้าชิ้นส่วนโต๊ะที่กองอยู่ข้างหน้าได้ง่าย)

2. จากนั้นสวิชกลับมาที่กองชิ้นส่วนที่กองอยู่ข้างหน้าพร้อมกับบอกตัวเองว่า "มันก็สนุกเหมือนกับตอนประกอบโมเดลนั่นแหละ"

3. เอาล่ะเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็เริ่มลงมือกันได้เลย!

ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมายืดยาวนี้ ผมกำลังจะบอกว่า

"NLP นั้นความจริงแล้วเป็นเรื่องใกล้ๆ ตัวครับ




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

asymmetry

เมื่อ "ได้" และ "เสีย" อยู่ในอัตาส่วนที่สมดุลย์กัน น้ำหนักจะเทไปที่การเสียมากกว่าได้เสมอ

เช่นถ้าของลดราคาลง 10% เราก็อาจจะใช้จ่ายมากขึ้นอีก 10% แต่ถ้าของแพงขึ้น 10% ล่ะ กลายเป็นว่าเราจะใช้จ่ายน้อยลง 20-30% นั่นแหละถึงจะรู้สึกสบายใจได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการตอบสนองที่ไม่สมดุลย์ (asymmetry) ในจิตใจของมนุษย์

ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าหากโลกใบนี้จะ "ทำดีแล้วจะเสมอตัว แต่ถ้าพลาดขึ้นมาแล้วจะโดนคิดบัญชีร้
อยทวีคูณ" ทั้งนี้ก็เพราะว่าการ "เสียไป" นั้นมันย่อมชัดเจนอยู่ในการรับรู้ของระบบประสาทได้มากกว่าการ "ได้รับ" เสมอ

และถ้าอยากคุณต้องการจะให้ใครซักคนจ่ายหรือทำอะไรให้คุณเพิ่มมากขึ้นอีกซักนิด วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือชี้ช่องให้เห็นว่าเขาจะมีโอกาสที่จะสูญเสียมากมายแค่ไหนถ้าเขาไม่ยอมจ่ายหรือให้สิ่งนั้นแก่คุณ

เรียกว่าเป็นการเอาการตอบสนองที่ไม่สมดุลย์ในจิตใจของเขาเองนั่นแหละ มาทำงานช่วยเหลือเราซักเล็กน้อยก็ว่าได้

:p




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

ความร่ำรวยเพื่อ?

คุณต้องการความร่ำรวยหรือไม่?

ผมคิดว่าส่วนใหญ่จะต้องการนะ เอาล่ะ ถ้าคุณคิดว่าคุณต้องการความร่ำรวบแน่ๆ แล้วล่ะก็ จงตอบมาว่า....

"ความร่ำรวยมีประโยชน์ต่อตัวคุณอย่างไร?"
"ทำไมความร่ำรวยจึงมีความสำคัญต่อตัวคุณ?"
"และทำไมคุณจึงเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นบุคคลที่ร่ำรวย?"

.
.
.
.

"ความร่ำรวยจะสรรค์สร้างความสุขในชีวิตของคุณได้จริงๆหรือ?"

"คุณต้องการความร่ำรวยจริงๆ หรือคุณต้องเพราะใครๆ ก็ต้องการ?"

และสำคัญที่สุด

"ความร่ำรวยของคุณคืออะไร?"




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

ความจริงของการโกหก

เรื่องน่าเศร้าก็คือว่า

"ถ้าเรื่องโกหกใดก็ตาม ถูกโกหกไปเรื่อยๆ อย่างยาวนานเพียงพอ และช่วยกันโกหกกันได้กว้างขวางเพียงพอ ท้ายที่สุดแล้วเรื่องโกหกนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องจริงจนได้"

เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่าความจริงนั้นไม่มีใครรู้ จะมีก็แต่สิ่งที่เรารับรู้เท่านั้นว่าเราจะยอมรับมันหรือไม่ และแน่นอนการโกหกทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลาหรือจำนวนคนที่มาช่วยโกหกนั้นต่างเป็นสะพานทอดไปสู่การยอมรับของผู้รับสารโกหกนั้นทั้งสิ้น

ข่าวดีคือความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ข่าวร้ายคือใครจะรับรู้ล่ะ .... นอกจากสิ่งที่เรากำลังถูกทำให้รับรู้ และทำให้ยอมรับไปสิ่งที่เรากำลังรับรู้........




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

Value

NLP วันล่ะนิด

พลังงานที่จะลงมือทำสิ่งใดจนสำเร็จจะลดฮวบลงไปทันที

หากคุณไม่สามารถตระหนักได้ถึง "คุณค่า" (Value) ของผลลัพธ์ที่คุณต้องการได้

มันมีความแตกต่างกันอยู่มากโขทีเดียวสำหรับการทำอาหารเพื่อทานกันในครอบครัวอย่างอบอุ่น กับการทำอาหารที่จะต้องถูกเททิ้งตอนที่มันปรุงเสร็จแล้วอย่างแน่นอน ทั้งสองอย่างนี้คืออาหารที่ถูกปรุงเหมือนกัน แต่คุณค่าที่คุณรับรู้มันเมื่อมันถูกทำสำเร็จดูเหมือนจะต่างกันอยู่มาโข
ทีเดียว

อย่างแรกนั้นเต็มไปด้วยความสุขชวนให้ทุ่มเททุกสิ่งที่มีลงไปให้กับมัน ส่วนอย่างหลังนั้นเต็มไปด้วยคำถามว่าจะทำมันไปเพื่ออะไรในเมื่อตอบจบมันก็เป็นได้แค่ขยะในถังเท่านั้น

.
.
.

ดังนั้นเมื่อลงมือทำสิ่งใด หากต้องการพลังงานที่ยิ่งใหญ่อันจะขับดันไปสู่ความสำเร็จที่มั่นคงได้แล้วล่ะก็

จงเริ่มต้นที่การมองหา "คุณค่า" ของมันเป็นอันดับแรก

สมมุติว่าคุณกำลังบอกว่า "ฉันต้องการความร่ำรวย"

จงตอบกับตัวเองให้ได้ว่า "ถ้าฉันร่ำรวย ....ความร่ำรวยมีคุณค่าอย่างไรกับฉัน?"


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

ผู้ที่ไม่สามารถสะกดจิตได้

1. บุคคลที่ไม่เห็นชอบ ไม่ยินยอม หรือมีความรู้สึกต่อต้านที่จะเข้ารับการสะกดจิต ไม่ว่าจะโโยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

2. บุคคลทุพพลภาพทางสติปัญญา สมองไม่สามารถเรียนรู้ได้ดังเช่นคนปรกติทั่วไป

3. บุคคลทุพพลภาพทางการสื่อสาร เช่นคนหูหนวก หูตึง 

4. บุคคลผู้มีความผิดปรกติทางจิตร้ายแรงบางประเภท เช่นบุคคลเสียสติควบคุมตัวเองไม่ได้ บุคคลที่มีอาการจิตเภท จิตหลอน เห็นภาพหลอนหรือหูแว่ว 


5. บุคคลที่อยู่สภาพเมามายอย่างไร้สติควบคุม เช่นคนที่กำลังเมาเหล้าหรือเมายาเสพติดจนไม่มีสติไม่สามารรถควบคุมตนเอง

6. บุคคลที่มีอุปสรรคทางภาษา ไม่สามารถเสื่อสารเข้าใจตรงกันได้ เช่นพูดคนละภาษากันกับผู้ทำการสะกดจิต



ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

2วันกับการอบรมสะกดจิต

เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมหลักสูตรสะกดจิตของผมจึงบอกว่า "จบสมบูรณ์" ในเวลาเพียงแค่ 2 วันในขณะที่หลักสูตรของที่อื่นคุณอาจจะต้องเรียนทั้งหลักสูตรต้น กลาง สูง และหลักสูตรพิเศษอีกสารพัดจึงจะเรียนว่าเรียนจบสมบูรณ์(ของสถาบันนั้นๆ)

เหตุผลง่ายๆ มี
อยู่ว่า

ผมจงใจออกแบบหลักสูตรของผมให้มันจบภายใน 2 วันครับ ที่เป็นอย่างนั้นได้ก็เพราะว่าใน 2 วันนี้ผมได้ตัดทุกเรื่องที่ไม่จำเป็นและไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเทคนิคสะกดจิตออกไปทั้งหมด (เช่นบรรดา stage show ต่างๆ หรือทริคจำพวกงอช้อน หรือตัดตะเกียบ) โดยใช้เวลาที่มีทั้งหมดไปกับการศึกษาทฤษฏีว่าการสะกดจิตคืออะไรและ "ทำไม" มันจึงได้ผล รวมไปถึงการออกแบบสคริป(บทสำหรับใช้ในการสะกดจิต) และการใช้เสียงที่เรียกว่าโมโนโทน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำหรับการสะกดจิตอย่างแท้จริง

สรุปง่ายๆ คือเราใช้เวลา 2 วันกันคุ้มครับ

ปล.นักเรียนที่เคยผ่านหลักสูตรชั้นต้นของเราไปจะทราบดีครับว่า 2 วันไม่มีเบรคพัก แถมมีการบ้านกลับไปทำที่บ้านอีกต่างหากให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าอย่างไรครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

การเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก

การสะกดจิตเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้กับจิตของเรา และจิตของเราก็มีหน้าที่เรียนรู้ทุกๆ สิ่งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว 

เมื่อเกิดการเรียนรู้ใดๆ ขึ้นกับจิตใจของเรา การเรียนรู้นั้นย่อมเกิดขึ้นทั้งในจิตระดับตื้นซึ่งหมายถึงจิตสำนึกและจิตระดับลึกซึ่งหมายถึงจิตใต้สำนึก เพียงน้ำหนักจะเทเอียงไปทางใดมากน้อยกว่ากันก็ย่อมขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้นว่าอำนวยให้
การเรียนรู้นั้นเทน้ำหนักไปที่จิตระดับไหนก็เท่านั้นเอง

ในธรรมชาติของผู้คนโดยทั่วไปเมื่ออยู่ในวัยที่สามารถใช้เหตุผลได้อย่างสมบูรณ์แล้ว การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะไปเกิดขึ้นในระดับจิตสำนึกเสียมากกว่า ดังนั้นเทคนิคการสะกดจิตจึงถูกนำเข้ามาใช้เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จิตใต้สำนึกจะสามารถเปิดรับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

ซึ่งเงื่อนไขที่ว่านี้ก็ไม่ใช่วิธีการพิสดารอื่นใดเลย เพราะล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของระบบประสาทมนุษย์อยู่แล้วทั้งสิ้น


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

the allegiance

ความจงรักภักดีสร้างได้ ....... ด้วย

1. "คนเราย่อมภักดีต่อฝ่ายที่เขามองเห็นว่าตัวเองยืนอยู่" ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครภักดีต่อคุณหรือองค์กรของคุณสิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ "ทำให้เขาคิดว่าคิดว่าคุณและเขาอยู่ฝ่ายเดียวกัน หรือเป็นพวกเดียวกัน" (ซึ่ง NLP เรียกว่าการ Rapport)

2. "ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายแพ้" ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครภักดีต่อคุณหรือองค์กรของคุณ จงทำให้เขาคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่หรื
อชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าความยิ่งใหญ่หรือชัยชนะนั้นย่อมต้องอยู่ที่ฝ่ายของคุณ

3. "เวลาเป็นกาวประสานชั้นเลิศ" ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครภักดีต่อคุณหรือองค์กรของคุณ จงอย่าใจร้อน และจงอย่าทำอย่างฉาบฉวย (เห่อแป๊บเดียวก็เลิก) ยิ่งคุณลงทุนเวลาไปมากเท่าไหร่ ความภักดีก็ยิ่งมีแข็งแรงมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

4. "เขาย่อมต้องการสิ่งที่เราต้องการ" ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครภักดีต่อคุณหรือองค์กรของคุณ "คุณจงภักดีต่อเขาก่อน" แน่นอนเจ้านายไม่อยากให้ลูกน้องทรยศฉันใด ลูกน้องก็ไม่อยากให้เจ้านายหลอกใช้ฉันนั้น

5. "ความซาบซึ้งใจเป็นตัวเร่งที่ดี" ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครภักดีต่อคุณหรือองค์กรของคุณ จากหมั่นซาบซึ้งหรือขอบคุณในสิ่งที่เขาได้ลงมือทำ (NLP แนะเสริมว่าไม่ใช่แค่คุณทำ แต่คุณจะต้องทำให้เขาเข้าใจว่าคุณซาบซึ้งเขา) เมื่อเขารู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อคุณ (จากสิ่งที่เขาทำ) เขาย่อมพยามรักษาคุณค่าของเขาเอาไว้ด้วยการรักษาสิ่งที่เขาลงมือทำให้คุณ

ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด