แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา(Psychology) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยา(Psychology) แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Murray Bowen - Triangles (สามเส้า)

            “ที่ใดก็ตามที่มีคนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ย่อมมีการเมืองที่นั่น”

            Triangles หรือ สามเส้า นั้นหมายถึง ระบบครอบครัวที่เชื่อมบุคคล 3 คนเข้าด้วยกัน โดยเน้นถึงความผูกพันทางอารมณ์ทั้งทางบวกและทางลบ

เมื่อสมาชิกในครอบครัว 2 คน (ต่อไปนี้จะเรียก A และ B) เกิดความบาดหมางทางใจกันขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้ว A พยายามดึงสมาชิกครอบครัวคนที่ 3 (ต่อไปนี้จะเรียก C) ไปเป็นพวก (ซึ่งอาจเกิดจากสภาวะ Fusion) เพื่อให้สถานะและความรู้สึกของตนเองนั้นมั่นคงมากขึ้น เมื่อนั้นสามเส้าก็จะเกิดขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เรื่องของความฝันในแนวจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)



a. ความฝันเป็นผลการทำงานของจิตใต้สำนึกในยามหลับ โดยความฝันจะเป็นสำแดงถึงความปรารถนาหรือความรู้สึกติดค้างบางประการที่ถูกกดทับเก็บซ่อนเอาไว้ในจิตต้ำสนึกที่ถูกสื่อสารกลับออกอย่างแยบยล คำว่าแยบยลในที่นี้หมายถึงว่ามันจะไม่ถ่ายทอดออกมาตรงๆ แต่มันจะทำการแต่งเติม เปรียบเทียบ หรือเปรียบเปรย เพื่อทำให้เนื้อหาไม่โจ่งแจ้งชัดเจนจนเกินไป (หมายความว่าอย่างไรก็ตามกระบวนการกดทับเก็บซ่อนก็จะยังคงดำเนินของมันต่อไป) กลไกที่ช่วยบิดเบือนหรือเติมความแยบยลให้กับเนื้อหาของความฝันนี้เราเรียกว่า Dream Work หรือตัวแต่งความฝัน ยิ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก จิตสำนึกผ่านการเรียนรู้มามาก ความสามารถของ Dream Work ก็ยิ่งสลับซับซ้อน ทำให้การซ่อนเนื้อหาของความฝันลึกซึ้งแยบยลมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

b. ความฝันเป็นกลไกที่ระบบประสาทใช้สำหรับประคับประคองช่วงเวลาหลับให้ยืดนานออกไป เช่นคนมีเรื่องความต้องการไปท่องเที่ยวติดค้างอยู่ในใจ ความรู้สึกติดค้างนี้อาจจะไปทำให้เกิดอาหารตื่นขึ้นกลางช่วงเวลาที่หลับอยู่ได้ ดังนั้นระบบประสาทจึงสร้างความฝันขึ้นมาตอบสนองความต้องการเพื่อช่วยขยายช่วงเวลาของการนอนหลับให้ยืดยาวออกไป

เนื่องจากความฝันที่สมจริงมากเกินไปอาจจะทำให้ระบบประสาทตื่นตัวมากเกินไปจนนำไปสู่การตกใจตื่นได้ในที่สุด ดังนั้น Dream Work จึงมีความจำเป็นต้องแต่งแต้มให้ความฝันมีลักษณะเป็นประสบการณ์ที่คลุมเครือ มีความกำกวม จะว่าคุ้นเคยก็ไม่ใช่จะว่าใหม่ก็ไม่เชิง ความไม่แจ่มชัดเจนในการรับรู้นี้จะช่วยให้เราฝันได้ยาวไม่เป็นอุปสรรคต่อระยะเวลาของการนอนหลับพักผ่อน

สำหรับความฝันในลักษณะที่เป็นการฝันร้าย เช่นอยู่ในสถานที่ที่น่ากลัว สถานการณ์เลวร้าย ฝันถึงผีสาง เหล่านี้เป็นลักษณะของการลงโทษตัวเองของจิตใต้สำนึกซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรค์ต่อการนอนหลับทั้งสิ้น การที่ระบบประสาทสร้างฝันร้ายขึ้นมานั้นนอกจะช่วยระบายความรู้สึกผิด ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ตกค้างอยู่ภายในแล้วยังช่วยระยะเวลาในการนอนหลับถูกยืดออกไปอีกด้วย แต่บางที Dream Work ก็ทำงานมากไปหน่อนจนเราต้องสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายแทนที่จะได้หลับยาวๆ ตามจัดประสงค์พื้นฐานของมัน

ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

Emotional Process in Society (กระบวนการทางอารมณ์ต่อสังคม)

            แนวคิดของ Emotional Process in Society นั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมนั้นก็เหมือนกับครอบครัว กลางคือ มีพลังที่ดึงดูดให้สมาชิกในสังคมผูกพันกัน และ มีพลังที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นตัวของตัวเองของสมาชิก ภายใต้โลกปัจจุบันที่สภาพแวดล้อม เทคโนโลยี และข่าวสารกว้างไกลนั้น ส่งผลให้จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น จำนวนทรัพยากรธรรมชาติในทุกด้านจึงลดลง ก่อให้เกิดเป็นความเครียดสั่งสมอยู่ในทุกผู้ทุกคนบนโลกนี้ เมื่อความเครียดถูกสั่งสมอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่มีการระบายออก จึงส่งผลให้ความเป็นตัวของตัวเองของสมาชิกในสังคมนั้นลดน้อยถอยลง เป็นส่วนหนึ่งของการถดถอยทางสังคม ซึ่งการถดถอยทางสังคมนี้แหละ ที่เป็นตัวที่แสดงให้เห็นว่า ความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ ซึ่งความล้มเหลวในการแก้ปัญหาก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวที่ทำให้สังคมล้าหลังเช่นกัน


Murray Bowen - Sibling Position (ตำแหน่งการเกิดของพี่น้อง)

            ตำแหน่งการเกิดของพี่น้องนั้นมีส่วนสำคัญในหลักการของ Bowen ได้ศึกษางานวิจัยของ Walter Toman ซึ่ง Toman นั้นได้เน้นไปที่โครงสร้างของตำแหน่งการเกิดของลูกในครอบครัว แต่ Bowen นั้นให้ความสำคัญกับเรื่องของระบบอารมณ์และจิตใจของพี่น้องในครอบครัวนั้น ๆ เขาเชื่อว่าลำดับการเกิดของลูกของแต่ละครอบครัวนั้นจะส่งผลต่อบุคลิกภาพไปในทางเดียวกัน เช่น ลูกคนโตจะมีความรับผิดชอบ และมีความเป็นผู้นำสูงกว่าลูกคนเล็ก นอกจากนี้ตำแหน่งการเกิดของพี่น้องนั้นยังส่งผลต่ออัตราการหย่าร้างด้วย เช่น พี่ชายคนโตที่มีน้องสาวแต่งงานกับน้องสาวที่มีพี่ชายจะมีอัตรการหย่าร้างน้อยกว่าพี่ชายคนโตที่มีน้องชายที่แต่งงานกับพี่สาวคนโตที่มีน้องสาว

Murray Bowen - Multigenerational Transmission Process (มรดกของตระกูล)

            มรดกของตระกูล ณ ที่นี้ไม่ได้หมายถึง เก้าอี้ไม้สักฝังมุกของอาม่า หรือ แหวนเพชรต้นตระกูลที่สืบต่อกันมาแต่อย่างใด แต่มรดกของตระกูลของ Bowen นั้นคือ พฤติกรรม ทัศนคติ และความรู้สึกส่วนลึกที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

คำโบราณที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม้ไกลต้น” หรือ “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” คงจะเป็นจริง Bowen เชื่อว่าตัวตนของพ่อแม่นั้นสามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ผ่านทางอารมณ์ที่พ่อแม่แสดงออก ทัศนคติที่พ่อแม่มีทั้งต่อตนเองและต่อสังคม รวมไปถึงพฤติกรรมหลาย ๆ อย่าง เด็กเล็กนั้นจะสังเกตุและเรียนรู้จากสิ่งที่ใกล้ตัว ซึ่งสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดยามที่พวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีนั้นก็คือพ่อและแม่ของเขา ทำให้แนวโน้มที่ลูกจะมีระดับความเป็นตัวของตัวเองเท่ากับที่พ่อและแม่ของพวกเขาเป็นนั้นจึงมีสูงมาก (แต่ก็ไม่เสมอไป)

Murray Bowen - Emotional Cut-Off (การตัดขาดทางอารมณ์)

            เมื่อจิตใจของเด็กโดนพ่อแม่โยนบาปทางอารมณ์ใส่มาให้ นานวันเข้าจิตใจน้อย ๆ นี้ก็ไม่สามารถรับได้อีกต่อไป จนกระทั่งเด็กต้องปลีกวิเวกตัวเองออกห่างจากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการปลีกวิเวกทางร่างกาย เช่น ออกไปอยู่หอ หรือ ปลิกวิเวกทางจิตใจ เช่น ไม่พูดกับพ่อแม่ การกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นเนื่องจากบุคคลต้องการที่จะลดปริมาณความอึดอัดที่ตนรู้สึกยามที่ต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวลง ความสัมพันธ์ภายนอกอาจจะดูเหมือนกับว่าดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงปัญหานั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขและก็ยังคงปรากฏอยู่ในใจต่อไป

Murray Bowen - Family Projection Process (แพะรับบาป)

            ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เด็กพัฒนาปัญหาทางอารมณ์ที่ตนรับมาจากพ่อแม่ให้กลายเป็นปัญหาของตนเอง หลักการนี้ Bowen ชี้ให้เห็นว่าลูกนั้นเป็นดุจดั่งกระโถนที่ต้องรับเอาสิ่งที่ไม่ดีจากพ่อและแม่มาโดยที่ตนเองไม่ได้มีความผิดและไม่สมควรที่จะได้รับสิ่งเหล่านั้นเลย เมื่อพ่อแม่มีปัญหาทางอารมณ์ที่ไม่ได้รับการสะสาง ลูก ๆ จะต้องเป็นผู้สืบทอดมรดกอารมณ์เจ้าปัญหาเหล่านั้นไปโดยปริยาย ซึ่งปัญหาเหล่านั้นสามารถส่งผลต่อความสัมพันธ์และบุคลิกภาพในอนาคตของเด็กได้เช่น กลายเป็นคนที่ต้องการการยอมรับและต้องการการเอาใจใส่สูงเกินไป ไม่สามารถรับความคาดหวังที่มีต่อตนเองได้ โทษคนอื่นตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งไม่สามารถทนรับความอึดอัดคับข้องใจได้





Murray Bowen - Nuclear Family Emotional System (ระบบอารมณ์ของครอบครัวเดี่ยว)

            ครอบครัวเดี่ยว คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก

Bowen ได้กล่าวเอาไว้ว่ามนุษย์เรานั้นมักจะเลือกคู่ที่มีระดับความเป็นตัวของตัวเองพอ ๆ กับที่ตัวเองเป็น หรือมีส่วนที่คล้ายกับพ่อหรือแม่ของตัวเอง หากคนสองคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองต่ำมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างครอบครัวที่มีลักษณะแบบเดียวกับตนขึ้นมา นั่นหมายถึงว่าลูกก็จะกลายเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองต่ำเช่นกัน

Murray Bowen - Triangles (สามเส้า)

            “ที่ใดก็ตามที่มีคนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ย่อมมีการเมืองที่นั่น”

            Triangles หรือ สามเส้า นั้นหมายถึง ระบบครอบครัวที่เชื่อมบุคคล 3 คนเข้าด้วยกัน โดยเน้นถึงความผูกพันทางอารมณ์ทั้งทางบวกและทางลบ

เมื่อสมาชิกในครอบครัว 2 คน (ต่อไปนี้จะเรียก A และ B) เกิดความบาดหมางทางใจกันขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้ว A พยายามดึงสมาชิกครอบครัวคนที่ 3 (ต่อไปนี้จะเรียก C) ไปเป็นพวก (ซึ่งอาจเกิดจากสภาวะ Fusion) เพื่อให้สถานะและความรู้สึกของตนเองนั้นมั่นคงมากขึ้น เมื่อนั้นสามเส้าก็จะเกิดขึ้น

Murray Bowen - Differentiation of Self (ความเป็นตัวของตัวเอง)

            Differentiation of Self หรือ ความเป็นตัวของตัวเองนี้ หมายถึงความสามารถของบุคคลที่จะแยกแยะความคิด สติปัญญา ความรู้สึก และอารมณ์ของตนเองออกจากครอบครัวเดิม (Family of Origin) ไม่ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำทางอารมณ์หรือความคิด ไม่ต้องคอยพึ่งพาผู้อื่น และไม่ต้องรอการเห็นชอบจากผู้อื่น สามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง

ความเป็นตัวของตัวเองนี้เป็นดั่งเป้าหมายสำคัญของทฤษฎี Family Therapy ของ Bowen เนื่องจาก Bowen เชื่อว่าการเป็นตัวของตัวเองได้พร้อม ๆ กับที่ตนสามารถมีสัมพันธภาพที่ดีไปพร้อมกับคนอื่นได้นั้นย่อมก่อให้เกิดความสุขและความสงบที่แท้จริงให้แก่บุคคลได้

            บุคคลจะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากหรือน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจของตนเอง Bowen ได้จำแนกตัวตนออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ Separate Self เป็นตัวตนภายในที่มั่นคง ไม่คล้อยตามไปกับกระแสภายนอกหรือบุคคลอื่น และ Soluble Self ที่เป็นตัวตนที่มักจะหลอมรวมไปกับสภาพอารมณ์ที่ตนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งนี้ผู้ที่มีความเป็นตัว ของตัวเองสูงนั้นต้องมี Separate Self สูงกว่า Soluble Self หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือต้องรู้จักและเข้าใจในความเป็นตัวเองมากเพียงพอจนไม่โอนอ่อนคล้อยตามไปกับสิ่งแวดล้อมง่าย ๆ

Murray Bowen - นักจิตวิทยาครอบครัวบำบัด

Murray Bowen นั้นเป็นหนึ่งในจิตแพทย์ชาวอเมริกันที่โด่งดัง เจ้าของทฤษฎีระบบครอบครัว (Family System Theory) ซึ่งมีแนวคิดที่ว่าครอบครัวนั้นเป็นดุจศูนย์รวมของอารมณ์ เป็นสายสัมพันธ์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน (Interlocking)  และสามารถทำความเข้าใจสมาชิกในครอบครัวได้โดยการวิเคราะห์ประวัติครอบครัวจากรุ่นถึงรุ่น

Satir - การปรับตัว (Coping Stances)

            การปรับตัว คือ รูปแบบการแสดงออกของบุคคลยามที่เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เขามองว่าเป็นปัญหา เป็นกลไกการป้องกันตนเองตามแบบของ Satir มีจุดประสงค์เพื่อให้ตนสามารถพ้นจากความรู้สึกที่ตนเองไม่มีค่า เป็นการปกป้องคุณค่าของตนเองเอาไว้ เพื่อสร้างความภูใจให้กับตนเอง รวมไปถึงเพื่อเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตนเองโดยการต่อต้านทั้งทางคำพูดและทางท่าทาง แบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่

Satir - ภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg)

            Satir อุปมาอุปไมยว่าคนเรานั้นก็เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง

            เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่ง จะเป็นจริงตามที่คน ๆ นั้นรับรู้ ทั้งนี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เขารับรู้อาจเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น Iceberg ของ Satir จึงเป็นหนทางที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกของตนเองได้ดีขึ้น

Satir - แผนที่ครอบครัว

            แผนที่ครอบครัว (Family Map) มีลักษณะคล้ายกับ Genogram ของ Murray Bowen เป็นแผนที่ที่ทำให้เห็นภาพโครงสร้างของครอบครัวอย่างน้อย 3 รุ่น คือ รุ่นปู่ย่า-ตายาย รุ่นพ่อแม่ และรุ่นครอบครัวปัจจุบันของผู้รับการบำบัด ผู้บำบัดจะเป็นผู้สัมภาษณ์ผู้รับการบำบัดเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและเรื่องราวในชีวิต ซึ่งจะครอบคลุมรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสมาชิกทั้งสามรุ่น เช่น ชื่อ อายุ จำนวนบุตร ศาสนา อาชีพ สัมพันธภาพระหว่างครอบครัว ความรู้สึกที่แต่ละคนมีต่อกัน ตลอดทั้งกฏระเบียบ ความเชื่อ และ เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในชีวิต

Satir - ความเชื่อพื้นฐาน

การทำจิตบำบัดนั้นมีมานมนานตาปี มีมากมายหลายวิธีหนักหนา ทั้งนี้เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยกายและใจ การเจ็บป่วยจึงเกิดขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่ง คือ ไม่ป่วยกายก็ป่วยใจ หรืออาจเกิดพร้อมกันทั้ง 2 ส่วนก็ได้ Satir Model เป็นจิตบำบัดแนวหนึ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังซึ่งค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพสูง จนได้รับความนิยมอย่างมาก

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Dream Analysis

ความฝันเป็นปรากฏการพื้นฐานของระบบประสาทที่พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป แน่นอนว่ารวมถึงมนุษย์ด้วย เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมคนเราถึงต้องฝันนั้นว่ากันตามจริงแล้วยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดใดๆ ทั้งสิ้น ศาสตร์แต่ละแขนงแต่ละสถาบันต่างก็ให้เหตุผลและและการตีความหมายที่แตกต่างกันออกไป

สำหรับจิตวิทยาตามแนวจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) แล้วได้ให้คำอธิบายว่าความฝันเป็นกลไกหนึ่งที่สมองและระบบประสาทได้ใช้เป็นช่องทางในการเปิดเผยความต้องการความปรารถนาส่วนลึกของจิตใจออกมา หรือใช้เป็นตัวสะท้อนสภาวะจิตใจสภาวะอารมณ์ในห้วงเวลาขณะนั้นออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

REBT : ความคิดที่ไร้เหตุผล(Musturbatory thinking)

REBT เชื่อว่าความคิดที่เข้มงวดในรูปของจะต้อง” “ควรจะเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจคนเรา เพราะเรียกร้องให้บุคคลกระทำในสิ่งที่ ต้อง หรือ ไม่ต้อง ควร หรือ ไม่ควร กับตนเอง ผู้อื่นและต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ชีวิตฉันควรจะสะดวกปราศจากปัญหา เป็นการวาดกรอบให้กับตนเองและผู้อื่น

REBT: ความทุกข์

REBT ชี้ว่ามนุษย์จะทำลายตนเองหรือทำให้ตนเองได้รับความทุกข์ได้ในสองลักษณะ
1.   ความทุกข์เพราะอัตตา(Ego disturbance) หมายถึง ความวิตกกังวลเกี่ยวภาพลักษณ์ของตนเอง. ความทุกข์ชนิดนี้เป็นผลมาจากการยึดถือความต้องการที่เกี่ยวกับตนเอง เช่น ฉันจะต้อง...ได้ดี ฉันต้องไม่ล้มเหลว ตามมาด้วยการประเมินตนเองในแง่ลบ อย่างเช่น: ถ้าฉันล้มเหลว ฉันจะไม่ได้รับการยอมรับ เป็นต้น.นั่นแสดงว่าฉันไม้ดีพอ และอื่น. ความเชื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับตนเอง ความตึงเครียดทางอารมณ์เป็นผลมาจากการรับรู้ว่าตนเองหรือคุณค่าในตนเองถูกคุกคาม และนำไปสู่ปัญหาอื่น อย่างเช่น การหลีกหนีสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความล้มเหลว 

REBT: ABCDE Paradigm

เพื่อแสดงผลที่มีต่ออารมณ์ที่รบกวนจิตใจและการเปลี่ยนแปลง REBT เสนอแนวความคิด ABCD เพื่อแสดงให้เห็นว่าความคิดเป็นตัวกำหนด สร้างอารมณ์ทางลบ และจัดการกับความคิดได้อย่างไร

REBT

เป็นแนวคิดที่อธิบายถึงระบบการช่วยเหลือที่สอนให้บุคคลรู้ว่า ความเชื่อของบุคคลมีผลต่อความรู้สึก และการกระทำในชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร REBT ถูกพัฒนาขึ้นโดย ดร.อัลเบิร์ต เอลลิส ในปี คศ. 1955 ซึ่งเป็นแนวทางการบำบัดอย่างหนึ่งที่พัฒนามาจากทฤษฎีการบำบัดแบบ Cognitive behavior therapy