แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาระบบประสาท(NLP) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาระบบประสาท(NLP) แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฉันและเธอ

ตอนที่ผมซ้อมบลาซิเลี่ยน-จูจิตซึ ในบางวันที่อากาศสบายๆ บางทีตอน Roll (ซ้อมปล้ำต่อสู้กันแบบฟรีสไตล์) ก็อาจจะมีการแอบกระซิบกระซาบกันว่า "วันนี้ขอชิวๆ สบายๆ แค่ 50% ก็พอนะ"

แล้วก็ขอให้มั่นใจเถอะว่าไม่ว่าพวกเราจะรับปากกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแค่ไหนก็ตาม ตอน Roll กันจริงๆ มันจะอัดกันหมดแม๊กซัดกันแหลกทุกที



และขอให้เชื่อเถอะว่า พอจบ Roll แล้วถ้าเราไปถามว่าทำไมแกเล่นหนักจังวะ ไหนบอกว่าเบาๆ

คำตอบที่ได้รับทุกครั้งก็คือ "ก็มึงนั่นแหละเล่นกูหนักก่อน"

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ทั้งๆ เราก็มั่นใจนะว่า 50% แล้วนี่หว่า

คำถามก็คือมันเกิดอะไรขึ้น เราเล่นหนักจริงๆ (ทั้งที่มันใจว่าเบาแล้ว) หรือเพื่อเรามันบ้าพลังไปเอ

ความจริงเรื่องนี้มันมีคำอธิบายในเชิงจิตวิทยาอยู่เหมือนกัน

คือเคยมีการทำลองให้คนสองคนผลัดกันออกแรงกดไปที่อีกฝ่าย โดยให้กดด้วยความแรงเท่ากับที่เขากดเราในครั้งก่อน ผลปรากฏว่าแรงที่ใช้ในการกดมันจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ ชนิดที่ว่าถ้ายังผลัดกันออกแรงกดอย่างนี้กันต่อไปเรื่อยๆ มีหวังว่าได้ชกกันแน่ๆ

ย้อนกลับมาที่คำถามเดิมคือมันอะไรขึ้น?

คำอธิบายสำหรับเรื่องนี้มีอยู่ว่า ระบบประสาทของเรามีแนวโน้มจะตอบสนองต่อการกระทำของตัวเองน้อยกว่าปรกติ ในขณะที่มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการกระทำของคนอื่นจะมีมากกว่าปรกติด้วยเช่นกัน

มันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงจั๊กกะจี้ตัวเองแล้วไม่ค่อยรู้สึกเท่าถูกคนอื่นจั๊กกะจี้ทั้งๆ ที่พยามทำแบบเดียวกันด้วยความแรงที่เท่ากันแล้วแท้ๆ

ความจริงแล้วกลไกทางประสาทนี้ธรรมชาติออกแบบให้เราใช้สำหรับการป้องกันตัว เมื่อระบบประสาทตอบสนองต่อภายนอกมากกว่าปรกติ (คือโอเวอร์แอ๊คชั่นเข้าไว้) ความฉับไวในการตอบสนองต่ออันตรายต่างๆ จึงเกิดประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

แต่กลไกนี้ก็ดูเหมือนว่าจะก่อปัญหาให้กับเราได้อยู่เหมือนเมื่อเราอยู่ในบริบทของสังคมแบบเมืองๆ

ผมสรุปง่ายๆ ว่ามันทำให้เราเห็นแก่ตัวโดยไม่รู้ตัว

บางทีเราอาจจะรู้สึกรำคาญเวลาคนข้างห้องมาเคาะประตูบอกว่าเราส่งเสียงดังเกินไปทั้งๆ ที่เรารู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ดังอะไรมากมากมายเสียหน่อย หรือเราอาจจะรู้สึกว่ามันก็ไม่น่าจะเป็นอะไรเพียงเพราะยืนพิงเสาในขบวนรถไฟฟ้า

บางทีเราอาจจะคิดว่าคนรอบๆ ตัวเรานี่ช่าง "เยอะ" เสียเหลือเกิน นิดหน่อยก็ไม่ได้

นั่นแหละคืออิทธิพลของกลไกระบบประสาทที่มันกำลังทำงานอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว

ผมใช้คำว่าไม่รู้ตัวนะ

แต่ตอนนี้ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้ทันระบบประสาทของคุณแล้วล่ะ

บางทีในโอกาสต่อๆ ไป ถ้าหากมีใครมาตำหนิอะไรเราบ้าง จากเรื่องที่เราคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

เราอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการ "ถอยออกมา" พิจารนาที่ตัวเองก่อนว่าสิ่งที่เราคิดว่ามันเล็กน้อยนั้น มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจริงๆ เหรอ?










ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด



ความหมาย

ความหมาย (ความต้องการ) ที่เรากำลังพยามสื่อสารออกไป คนรับสารจะสามารถเข้าใจตรงกับที่เราต้องการสื่อหรือไม่?

นี่คือเรื่องสำคัญ

เช่นคุณบอกว่าวันนี้ฉันไปตลาดซื้อมะนาวสวยๆมา 3-4 ลูก (จะเอามะนาวมาอวดซักหน่อย) ..... แต่เขาบอกฝนตกแฉะๆก็ยังไปตลาดอีกเนอะ(ไม่สนใจมะนาวเราเล้ย)

จบเห่ ... แบบนี้ NLP ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด

เมื่อการสื่อสารผิดพลาด สิ่งที่ตามมาซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการสื่อสารอีกทีจึงไม่สามารถหนีพ้นไปจากกรอบของคำว่าผิดพลาดไปได้

ทุกความสำเร็จจึงมีจุดเริ่มต้นมาจากการสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำก่อนเสมอ

ดังนั้นก่อนจะสื่อสารอะไรออกไป จงเริ่มต้นด้วยการคิดและตระหนักอยู่เสมอว่าคนฟังจะสามารถเข้าใจตรงตามเป้าหมายที่เราอยากบอกกับเขาหรือไม่?

เมื่อคุณเปิดร้านอาหาร คุณพยามจะสื่อสารว่าร้านคุณบรรยากาศดีอาหารก็อร่อย ... แต่ลูกค้าเข้าใจตรงกับสิ่งที่คุณกำลังสื่อสารหรือเปล่า?

ถ้าหากคุณเป็นหมอ คุณอาจจะพยามทำให้คนป่วยของคุณตระหนักถึงการดูแลสุขภาพ แต่เข้าจะเจ้าใจอย่างที่คุณพยายามให้เขาเข้าใจหรือไม่?

อย่าลืมหลักการสำคัญที่ว่า "การสื่อสารไม่ใช่เรื่องวิธีการ แต่เป็นเรื่องของผลลัพธ์ล้วนๆ" ครับ

ขอย้ำอีกครั้งว่า

"ทุกความสำเร็จจึงมีจุดเริ่มต้นมาจากการสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำก่อนเสมอ"


 




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด




อ่านใจ (Mind Reading)

เราจะสามารถอ่านใจ (Mind Reading) คนอื่นได้ ... ก็ต่อเมื่อเราสามารถประเมินได้ว่าคนอื่นคิดอะไรกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ในขณะนั้น

เรื่องนี้พูดเหมือนง่าย 

แต่ความจริงเราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเรานั้นมีแนวโน้มจะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ... 

มันมีแนวโน้มสูงทีเดียวที่เราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้มันก็ดีอยู่แล้ว โอเคอยู่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรเสียหายตรงไหนเลย

ยิ่งมีตรงนี้มากเท่าไหร่ การรับรู้ของเรามันก็จะหดแคบเข้าเรื่อยๆ (จะบอกว่าเห็นแก่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้ แต่โดยเจตนาแล้วไม่ได้ต้องการให้มีความหมายรุนแรงถึงขนาดนั้น) จนในที่สุดเราจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าคนอื่นๆ เขาคิดหรือรู้สึกอะไรกับเรา

เมื่อเป็นดังนั้นแล้วมันจึงไม่แปลกเลยถ้าเราจะไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้เลยแม้ซักนิดเดียว

และมันก็คงไม่ดีแน่ๆ กับการสื่อสารหรือสนทนาที่เราไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้นอกจากตัวเราเอง

ดังนั้นแล้ว มันจึงการควรเป็นอย่างยิ่งหากเราฝึกที่จะถอดหัวโขนหรือละอัตตาความเป็นตัวของเราเองลงเสียบ้าง ... แล้วถอยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตัวตนของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา (ผมย้ำว่าตรงไปตรงมานะ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาชมหรือตำหนิเพียงอย่างเดียว ไม่อย่านั้นมันก็ไม่มีประโยชน์)

... หากเราต้องการที่จะเข้าใจคนอื่นให้มากยิ่งขึ้น 




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


Six Step Reframing

เมื่อต้องสินใจ ไม่ว่าจะได้เรื่องใดก็ตาม ผู้คนจำนวนมากมักจะเกิดความรู้สึกที่ว่า "ตอนนั้นไม่น่าตัดสินใจเลือกแบบนั้นเล้ย" ตามมาอยู่เสมอ 

นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจหรือความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเอง มากๆ เข้าก็จะพัฒนามาเป็นความรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่จะต้องเป็น "ผู้ต้องเลือก"

และในหลายๆ กรณี นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะนำไปสู่ปัญหาการไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

(ไม่มีใครอยากเป็นผู้เลือกผิดพลาดหรอก หลายคนจึงหนีปัญหาด้วยการไม่ยอมเป็นผู้เลือกซะเลย)

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดทีสิ่งที่เรียกว่า Six Step Reframing ใน NLP ขึ้นมา

เพื่อทำให้การเลือกนั้นเกิดขึ้นอย่างแม่นยำ หนักแน่น และทรงพลัง ไร้ความสั่นคลอนตามมาในภายหลัง

(หรือถ้ามีก็ให้น้อยลงให้ได้มากที่สุดล่ะนะ)

การทำ Six Step Reframing Pattern มีดังนี้ครับ

1. กำหนดเป้าหมายว่าคุณต้องการเลือกสิ่งใด หรือต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด

2. กำหนดสัญญาณที่ใช้สำหรับเลือกคำตอบ คำว่าสัญญาณในที่นี้หมายถึงสัญญาณจากจิตใต้สำนึกเช่นถ้า "ตกลง" ให้รู้สึกกระตุกที่ปลายนิ้วของมือขวา แต่ถ้า "ไม่" ให้กระตุกที่ปลายนิ้วทางซ้ายเป็นต้น (สัญญาณพวกนี้ก็แล้วว่าแต่ละคนจะกำหนดขึ้นมาอย่างไร)

3. จงตั้งคำถามว่า "สิ่งเดิมที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงนั้น มันมีข้อดีอะไรอยู่บ้างที่อาจจะถูกมองข้ามหรือไม่?" "ทำไมฉันถึงต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้?" หรือ "การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ อน่างนั้นเหรอ?" การถามทบทวนแบบนี้บางทีคุณอาจจะคำตอบอะไรบางอย่างที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้นะ

4. สร้างเป้าหมายปลายทางที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงไปหามัน (เช่นถ้าอยากเลิกขี้เกียจ เป้าหมายพื้นฐานก็ควรการเป็นคนขยัน) และไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไรก็ตามขอให้สร้างตัวเลือกอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อยสองตัวเลือก (รวมเป้าหมายแรกสุดก็คือมีสามตัวเลือกเป็นอย่างน้อยให้เราเลือกว่าจะเปลี่ยนเป็นแบบใหนดี)

5. จงอธิบายหรือจินตนาการถึงข้อดีหรือคุณประโยชน์ที่ตัวคุณจะได้รับสำหรับทางเลือกในแต่ละทางที่คุณได้สร้างขึ้น (ในห้วงความคิดคิด) จากนั้นจงตั้งคำถามว่าจากตัวเลือกที่กำหนดขึ้นมานั้น ข้อใดคือสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริงโดยฟังคำตอบจากส่วนลึกของคุณผ่านทางสัญญาณที่ถูกกำหนดขึ้นในข้อ 2

6. ตรวจสอบว่าคุณต้องการคำตอบที่ได้เลือกไปในข้อ 5 จริงหรือ โดยจินตนาการว่าผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงที่คุณได้เป็นผู้เลือกบัดนี้ได้เกิดขึ้นกับคุณแล้วโดยสมบูรณ์ จากนั้นสังเกตความพึงพอใจของตัวเองว่าเป็นอย่างไร





ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความถนัดของระบบประสาท

คนเราเกิดมาด้วยถนัดที่แตกต่างกัน การใช้งานระบบประสาทในการรับรู้และเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ ในคนแต่ละคนก็มีความถนัดที่แตกต่างกันออกไป

ใน NLP แบ่งความถนัดในการใช้ระบบประสาทรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของมนุษย์อกเป็น 3 พวกใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ถนัดการรับรู้ด้วยภาพ(V) ถนัดการรับรู้ด้วยเสียง(A) ถนัดการรับรู้ด้วยสัมผัส(K)

คนเราโดยส่วนใหญ่ถนัดการรู้ด้วยภาพมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าในชีวิตประจำวันเราใช้ประสาทสายตาในการรับรู้สิ่งต่างๆ มากที่สุด การทำความเข้าใจด้วยการมองเห็นจึงเป็นความถนัดที่คนส่วนใหญ่มี ดังนั้นอย่างแปลกใจที่การบรรยายอธิบายต่างๆ จึงมีคำแนะนำให้มีภาพประกอบควบคู่ไปด้วยเพื่อเร่งกระบวนการเรียนรู้ของผู้รับให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

คนอีกส่วนหนึ่งถนัดการรับรู้ด้วยเสียง คำว่าเสียงในที่นี้เสียงที่เราได้ยินและเสียงที่เกิดจากการนึกคิดทบทวนภายในหัวของเรา ดังนั้นสำหรับคนกลุ่มนี้ เหตุผล ข้อมูล รวมไปถึงการตั้งคำถามต่างๆ จึงเป็นตัวกระตุ้นให้เขาเกิดการซึมซับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

อีกส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะน้อยที่สุดนั่นก็คือถนัดทางการสัมผัส หมายถึงจะต้องมีการสัมผัสหรือลงมือทำด้วยตนเองจึงจะเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

การใช้สื่อให้ถูกต้องกับความถนัดของผู้รับสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าต้องการให้การสื่อสารมันง่าย ก็ควรเลือกใช้สื่อที่ถูกต้องกับความถนัดของผู้รับสารด้วยครับ




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


NLP Notation Strategy


• V = Visual การมองเห็นภาพ
• Vi = Visual Internal การมองเห็นจากภายใน
• Ve = Visual External การมองเห็นภาพจากภายนอก
• Vir = Visual Internal Remember การมองเห็นจากภายในด้วยความทรงจ
• Vic = Visual Internal Constructed การมองเห็นจากภายในด้วยการสร้างสรรค์
• Vd = Visual Digital การมองที่ผสมผสานกันระหว่างความจำและสร้างสรรค์ เช่นการอ่านหนังสือ

• A = Auditory การได้ยินเสียง
• Ai = Auditory Internal การได้ยินเสียงจากภายใน
• Ae = Auditory External การได้ยินเสียงจากภายนอก
• Air = Auditory Internal Remember การได้ยินเสียงจากภายในด้วยความทรงจำ
• Aic = Auditory Internal Constructed การได้ยินเสียงจากภายในด้วยการสร้างสรรค์
• At = Auditory Tonal เสียงที่ได้ยิน
• Ad = Auditory Digital ถ้อยคำที่ได้ยิน
• Aid = Auditory Internal Dialogue เสียงพูดกับตัวเอง

• K = Kinesthetic การรู้สึกสัมผัส
• Ki = Kinesthetic Internal การรู้สึกสัมผัสจากภายใน
• Ke = Kinesthetic External การรู้สึกสัมผัสจากภายนอก
• Kir = Kinesthetic Internal Remember การรู้สึกสัมผัสจากภายในด้วยความทรงจำ
• Kic = Kinesthetic Internal Constructed การรู้สึกสัมผัสจากภายในด้วยการสร้างสรรค์
• K+ = Kinesthetic Positive ความรู้สึกที่เป็นบวก รู้สึกดี
• K- = Kinesthetic Negative ความรู้สึกที่เป็นลบ รู้สึกไม่ดี
• Km = Feeling about the last step (Meta Feelings) ความรู้สึกสุดท้าย




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


Double Bind

สมัยก่อนจำได้ว่าไปกินข้าวแถวๆท่าพระจันทร์ พอสั่งข้าวเสร็จลุงเจ้าของร้านที่เป็นคนรับออเดอร์ก็ยิงคำถามมาว่า "ชาดำเย็นหรือโค้กครับ" ยิงมาแบบนี้ จะหาคนรอดตายตอบว่าน้ำแข็งเปล่าได้นั้นคงจะมีไม่เยอะนัก กลยุทธการเพิ่มยอดของลุงแกที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Double Bind ใน NLP ซึ่งปรากฏอยู่ทั้่งใน Meta Model และ Milton Model

คำว่า Double Bind นั้นหมายถึงการที่เรากำลังถูกบีบบังคับด้วยทางเลือกเพียง 2 ทาง ซึ่งทำให้เราต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยความจำยอม ซึ่ง NLP มองว่าโดยพื้นฐานแล้วมันเป็นสัญญาณของปัญหา

วอจิเนีย ซเทียร์ ปรมาจารย์นักครอบครัวบำบัดผู้เป็นหนึ่งในโมเดลที่สำคัญของ NLP กล่าวว่า มันจะดีเสมอถ้าเรามีทางเลือกมากกว่าสองขึ้นไป การมีแค่สองหรือน้อยกว่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่าปัญหา

ในจิตใจของเราก็เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้เกิดสภาวะ Double Bind ขึ้น คือกำหนดทางเลือกเอาไว้แค่สองทางอย่างตายตัว ไม่สามารถปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นไปสู่ทางเลือกที่สามได้ ซึ่งมันจะแสดงออกมาในรูปของคำพูดที่ใช้กล่าวถึงปัญหาบางอย่าง เช่น

"ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น ฉันก็ต้องแย่" คือมีแค่สองทางระหว่างทำอย่างนั้นกับแย่ ไม่มีอย่างนู้น อย่างโน้น อย่างนี้หรืออย่างไหนให้เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมอีก

ใน Meta Model ของ NLP แนะนำให้ทำลายความเป็น Double Bind ในใจทิ้งไปด้วยคำถามที่กระตุ้นเตือนให้รู้ว่ามันไม่จำเป็นจะต้องมีแค่สองทาง ทางอื่นๆ ก็มีได้ถ้ายอมยืดหยุ่นเสียหน่อย เมื่อสภาวะ Double Bind ถูกทำลายไป ปัญหาความยุ่งยากในใจก็ถูกคลี่คลายตามไปด้วย

ส่วน Milton Model ของ NLP นั้นทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะบ่อยครั้งในภาวะการสะกดจิต(Hypnosis) นักสะกดจิตจะใช้ถ้อยคำในลักษณะที่เป็น Double Bind เพื่อบีบให้ผู้รับการสะกดจิตยอมจำนนต่อตัวเลือกที่พวกเขาสร้างขึ้นน ซึ่งไม่ว่าจะเลือกอันไหนก็เข้าทางทั้งนั้น

ไม่ต่างอะไรจากคุณลุงเจ้าของนั้นเลย 






ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Inner Evil

ถ้าเปรียบปัญหาที่มีอยู่ภายในจิตใจเป็นเหมือนผีร้ายที่สิงสู่อยู่ภายในร่างกายของเรา คอยเกาะกินชีวิตของเราจิตวิญญาณของเรารวมไปถึงอนาคตของเรา

เมื่อถึงวันหนึ่ง วันที่เราตระหนักได้ว่ามีผีร้ายกำลังเกาะกินชีวิตของเราอยู่

การเข้าสู่กระบวนการขับไล่ผีร้ายคือสิ่งที่เราต้องการ

แต่การไปสูกระบวนการเหล่านั้นผีร้ายย่อมรู้ดี มันย่อมไม่ต้องการถูกกำจัด มันย่อมต้องการที่จะดำรงตนอยู่ภายในร่างกายของเราตลอดไป

ด้วยประการนี้สิ่งที่ผีร้ายจะทำก็คือมันจะสร้างความรู้สึกที่ว่า

"เหลวไหลน่า" "ไร้สาระ" "ไม่ได้ผลหรอก" "เสียเวลาเปล่า" "ถูกหลอกแน่ไ" "อันตราย" "อยู่เฉยๆดีกว่า" บลาๆๆๆๆ

ถ้าเราหลงเชื่อ เราจะขังตัวอยู่อยู่ภายในขอบเขตความเคยชินเดิม เราจะมีความสุขและความมั่นคงที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าผีร้ายจะยังคงอยู่และจะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้นก่อนจะปราบผีร้ายลงได้ สิ่งแรกที่เราจะต้องทำให้ได้ก็คือการเอาชนะสิ่งที่ผีร้ายสร้างขึ้น

จงเอาชนะความรู้สึกที่คอยกักขังคุณเอาไว้

ถ้าคุณชนะได้ ผีร้ายจะเกรงกลัวตัวอำนาจของเราอย่างแสนสาหัส

มันจะไม่สามารถดำรงอยู่อย่างมีฤิทธิ์ภายในตัวของเราได้อีกเลย ....แม้แต่นาทีเดียวก็ตาม



การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด