แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทฤษฎีบุคลิกภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทฤษฎีบุคลิกภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

Fromm: แนวคิดสำคัญ (ตอนที่ 2)

Fromm มีความเชื่อมั่นว่า ระบบสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างสูงเป็นนักจิตวิทยาด้านจิตวิเคราะห์ที่มีพื้นฐานความรู้ทางด้านสังคมวิทยา และจาก ประสบการณ์ชีวิตที่ Fromm เป็นชาวยุโรปที่อพยพมาอยู่ อเมริกา ทำให้ Fromm ได้เห็นความแตกต่างระหว่างสังคมยุโรปกับสังคมอเมริกา

Fromm จึงมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า ระบบสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นอย่างสูง
ความรู้และประสบการณ์ของเขา ทำให้เขาได้อธิบายลักษณะสังคมแบบต่างๆ ที่มีผลต่อการรูปแบบพฤติกรรมของบุคคลในสังคมนั้นๆ

Fromm: แนวคิดสำคัญ (ตอนที่ 1)

Fromm ให้ความสำคัญและอธิบายแนวคิดทางบุคลิกภาพว่า บุคลิกภาพใดๆ ของบุคคล ย่อมถูกกล่อมเกลาให้กลมกลืนกับค่านิยม, ความเชื่อและประเพณีซึ่งเป็นโครงสร้างของสังคมนั้นๆ Fromm มีความเชื่อมั่นว่า ระบบสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างสูง

แนวคิดของ Fromm เป็นแนวคิดที่ผสมผสานกันระหว่างแนวคิดของ Sigmund Freud กับ Karl Marx ในหนังสือของ Fromm Fromm ได้เปรียบเทียบความคิดของ Sigmund Freud กับ Karl Marx และแสดงความนิยมความคิดเห็นของ Karl Marx มากกว่าความคิดของ Freud จนได้รับการกล่าวถึงว่า เป็นนักทฤษฎีบุคลิกภาพแบบมาร์กซ์ (Marxian Personality Theorist) แต่ Fromm ได้เรียกทฤษฎีของเขาว่า "Dialectic Humanist" แนวคิดสำคัญของ Erich Fromm มีดังนี้

Sullivan: การเกิดของบุคลิกภาำพ

Sullivan มีความเชื่อเช่นเดียวกับนักจิตวิทยาทฤษฎีบุคลิกภาพท่านอื่นๆ ว่า "ลักษณะของบุคลิกภาพถูกหล่อหลอมมาจาก ความกดดันทางกายและทางจิต และการหาทางปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากความกดดันเหล่านั้น" ใครมีบุคลิกภาพเช่นใด ขึ้นอยู่กับว่าเขาใช้วิธีใดในการขจัดความกดดัน

Sullivan: ทฤษฎีการพัฒนาบุคลิกภาำพ

ทฤษฎีขั้นตอนการพัฒนาบุคลิกภาพตามแนวคิดของ Sullivan ไม่ได้โด่งดังเหมือนทฤษฎีขั้นตอนในการพัฒนา "Psychosexual Stage" ของ Freud, "Psychosocial Stage ของ Erik Erikson หรือ "Cognitive Development" ของ Jean Piaget

ทฤษฎีขั้นตอนในการพัฒนาบุคลิกภาพของ Sullivan เน้นสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเป็นแกนนำ คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ Sullivan บอกว่า ศึกษามาจากบุคคลในวัฒนธรรมคอเคเชี่ยน(คือชาวยุโรปและอเมริกัน) ดังนั้นขั้นตอนการพัฒนาเหล่านี้อาจไม่ตรงหรือสอดคล้องเป็นจริงในวัฒนธรรมอื่น ขั้นตอนการพัฒนาการประกอบด้วย 7 ขั้นตอนคือ 

Sullivan: โครงสร้างบุคลิกภาำพ

Sullivan อธิบายว่าบุคลิกภาพของบุคคลที่มีหลากหลายลักษณะนั้น เป็นผลมาจาก "ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" ซึ่งบุคคลที่ว่านี้อาจเป็นบุคคลที่เป็นผู้มีตัวตนเลือดเนื้อจริงๆหรืออาจเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนจริงแต่มีอยู่ในจินตนาการ เช่น บุคคลในประวัติศาสตร์, ดารา นักแสดงที่ชื่นชอบ, นวนิยาย

Sullivan ได้อธิบายว่า เป็นการยากที่จะกำหนดลงไปว่า โครงสร้างของบุคลิกภาพมีส่วน ประกอบอะไรบ้าง เพราะส่วนต่างๆ ของโครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลแต่ละคน เช่น ค่านิยม, ลักษณะอารมณ์, ความใฝ่ฝัน, เจตคติ, ความเชื่อ, ความปรารถนาในชีวิต ฯลฯ ล้วนก่อ กำเนิดมาจากความสัมพันธ์ที่บุคคลมีต่อคนอื่นทั้งสิ้น ซึ่งมีความซับซ้อนของมิติต่างๆ ในส่วนประกอบของบุคลิกภาพ แต่ Sullivan ก็ได้กำหนดโครงสร้างของบุคลิกภาพไว้อย่างกว้าง ๆ เป็น 3 ลักษณะคือ

Karen Horney: การบำบัดจิต

คนที่เป็นโรคประสาทจะรู้สึกแปลกแยกจากตัวเองและผู้อื่น พวกเขายอมรับเอกลักษณ์จากตัวเองในอุดมคติและกลายเป็นคนเสแสร้ง ซึ่งไม่ต้องการให้ใครรู้ความลับว่าตัวเองมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ฮอร์ไนมีความเชื่อว่าวิถีทางเดียวที่คนเป็นโรคประสาทจะตระหนักในศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ต้องขจัดการหลอกตัวเองว่าตนแน่และขจัดเป้าหมายหลอกๆ กระบวนการขจัดอุปสรรคต่อการพัฒนาเป็นหนทางที่ยาวนานและยากลำบาก ทั้งนี้เพราะคนไข้ตั้งเป้าที่จะปกป้องโลกมายาของเขา ในขณะที่บำบัดทางจิตก็ต้องพยายามขจัดตัวตนในอุดมคติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตัวตนที่แท้จริง

Karen Horney: Defense Mechanism

ฮอร์ไนได้กล่าวถึงกลไกในการป้องกันตัวเอง 7 อย่าง ซึ่งพวกที่เป็นโรคประสาทใช้แก้ความขัดแย้งในใจและแก้ปัญหามนุษยสัมพันธ์ ดังต่อไปนี้

1. จุดบอด (Blind spots) หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมคนเป็นโรคประสาทจึงไม่สามารถรับรู้ว่ามีความแตกต่างระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับตัวตนในฝัน พวกเป็นโรคประสาทดูเหมือนจะมีจุดบอด (blind spots) ซึ่งปิดกั้นไม่ให้เห็นความขัดแย้งที่เห็นชัด ตามความคิดเห็นของฮอร์ไน เหตุผลก็คือพวกเป็นโรคประสาทมักจะชินชาอย่างมากต่อประสบการณ์ พวกเขาไม่รู้สึกอีกแล้ว

Karen Horney: ความรู้สึกแปลกแยกและตัวตนในอุดมคติ

ฮอร์ไนกล่าวว่า สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ทำให้คนเสียความเชื่อมั่นที่แท้จริง และขับให้คนต้องใช้กลไกในการป้องกันตัวเอง เพื่อเผชิญกับผู้อื่น เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ใช้พลังทางจิตส่วนใหญ่ในการปกป้องสภาวะจิตของตัวเอง จึงไม่มีการพัฒนาตัวตนที่แท้จริง สำหรับพวกเขาความปลอดภัยมีความสำคัญมากที่สุด ทำให้ความรู้สึกและความคิดลึกๆ ไม่ได้รับคารมแจ่มชัด จนทำให้บุคคลคนนั้นรู้สึกเบลอ จนทำให้ไม่ได้เป็นนายของชีวิตตนเอง และถูกความต้องการแบบประสาทผลักดันความรู้สึกแปลกแยกจากตัวตนที่แท้จริง ทำให้คนต้องวิ่งหาความมั่นคงและเอกลักษณ์ด้วยการคิดว่าตัวเองสำคัญและมีคุณค่า

Karen Horney: บุคลิกภาพของคนที่มีแนวโน้มเป็นโรคประสาท

แม้ฮอร์ไนจะเชื่อว่าโรคประสาทที่เธอได้กล่าวถึง 10 ประเภทนั้นมีเหตุผล แต่เธอก็คิดอีกว่า โรคเหล่านั้นมีอาการที่ซ้ำซ้อน ดังนั้นเธอจึงได้สรุปออกมาเป็น 3 ประเภท คือ การยอมทำตาม (compliant) ความก้าวร้าว (aggression) และความเหินห่าง (detached)

1. บุคลิกประเภทยอมทำตาม (compliant)

บุคลิกทุกประเภทที่ส่งเสริมการเข้าหาและเอาใจเป็นบุคลิกแบบยอมทำตาม (Compliant type) บุคคลดังกล่าวมีความต้องการแบบประสาทในการหาความรักและการเห็นชอบ ต้องการให้มีคนมาควบคุมชีวิตเขา และอยากอยู่อย่างมีข้อจำกัด ฮอร์ไนเห็นว่าบุคคลประเภทนี้ต้องการให้เป็นที่ชื่นชอบ เป็นที่ต้องการเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นชม อยู่ในการปกป้องและถูกคนจูงอยู่เรื่อย (moving toward people) ผลก็คือว่า เขาจะไม่ยืนหยัดในตัวเองและยอมคนอื่น มักจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าและความสามารถของตัวเอง บุคคลประเภทยอมคนจะพยายามอย่างยิ่งในการเอาใจผู้อื่น เพื่อให้คนอื่นเห็นพ้องกับตน สิ่งที่จะทำร้ายบุคคลดังกล่าว คือการวิพากษ์วิจารณ์ การปฏิเสธและการทอดทิ้ง พวกเขาจะใช้วิธีที่น่าสงสารที่สุดในการต่อสู้เพื่อขอคืนดีกับคนที่ทำร้ายเขา

Karen Horney: Neurotic Needs

นการแก้ปัญหาความไม่มั่นใจ การถูกโดดเดี่ยวและความรู้สึกเป็นศัตรูซึ่งมีอยู่ในความร้อนรนใจขั้นพื้นฐาน เด็กมักจะใช้เจตคติป้องกันตัวเอง วิธีการปกป้องตัวเองชั่วคราวเหล่านี้จะทำให้ปวดร้าวน้อยลงและทำให้รู้สึกปลอดภัย ฮอร์ไนได้เรียกการปกป้องตัวเองเหล่านี้ว่า neurotic needs หรือ การต่อสู้เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ความต้องการเหล่านี้ต่างกับความต้องการธรรมดา เพราะมีแรงขับ ไม่ยืดหยุ่น และใช้ไม่เลือกเพราะมันไร้สำนึก(ไม่รู้ตัว) ฮอร์ไนได้กล่าวถึง neurotic needs 10 ประการ ดังนี้

Karen Horney: ที่มาของโรคประสาท

 พ่อแม่มักได้ค่านิยมจากสังคมและนำมาใช้กับลูกๆ ดังนั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงมักจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้คนเป็นโรคประสาท เจตคติและพฤติกรรมของพ่อแม่ที่ชอบแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ ที่ไม่ราบรื่น จะมีตั้งแต่ "การครอบงำโดยตรงและโดยทางอ้อม ไม่สนใจพฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่ให้เกียรติลูกและไม่สนใจความต้องการของลูก ไม่สั่งสอนลูกด้วยการแนะแนวทาง ดูถูกเหยียดหยามลูก ไม่ให้ความอบอุ่น เย็นชา ลูกต้องเลือกข้างเมื่อพ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกถูกโดดเดี่ยวจากเด็กอื่น ไร้ความยุติธรรม กีดกันกลั่นแกล้ง ไม่ทำตามสัญญา มีบรรยากาศที่เป็นศัตรูต่อกันฯลฯ ตามปกติปัญหาโรคประสาทจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีตัวแปรหลายตัวที่กล่าวมาช่วยกันซ้ำเติม ลำพังตัวแปรเดียวคงไม่พอที่จะทำให้ป่วยได้

Karen Horney: หลักการ

ตามความคิดของฮอร์ไน การแข่งขันกันอย่างมาก (hypercompetitiveness) เป็นความต้องการที่ไม่รู้จักแยกแยะในการเอาชนะและหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ด้วยทุกวิถีทางเพื่อปกป้องความรู้สึกว่าตัวเองยังมีค่าอยู่ หมายความว่าผู้ชอบแข่งขันจะมีความต้องการจัดการ มีความก้าวร้าว มีการเอารัดเอาเปรียบและความต้องการสร้างความเสียหายในหลายๆ สถานการณ์ ฮอร์ไนกล่าวว่าความแข่งขันการอย่างผิดปกตินี้เป็นแกนสำคัญของวัฒนธรรมอเมริกัน และมีผลร้ายต่อพัฒนาการและการปฏิบัติการของบุคคลเป็นอย่างยิ่ง

Karen Horney: ชีวประวัติ

คาเร็น ฮอร์ไน (Karen Horney) เกิดในปี 1885 ที่หมู่บ้านแบลงเค็นนิส (Blankenese)ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งทางเหนือของแม่น้ำเอ็ลป์ (Elbe River) ห่างจากทางตะวันตกของกรุงแฮมเบอร์ก เยอรมันประมาณ 12 ไมล์ คุณพ่อของเธอช อ เบอร์นท์ แวคเกลส์ (Berndt Wackels) เป็นกัปตันเรือ ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่ในกรุงแฮมเบอร์ก แม่ของฮอร์ไนชื่อ คลอทิลเด วอง รอนเซ็ลเล็น (Clotilde van Ronzenlen) กัปตันแวคเกลส์มีอายุมากกว่าภรรยา 18 ปี เคยมีลูกติด 4 คน เขามีลูก 2 คนกับแม่ของคาเร็น เขามีลูกชายเป็นคนแรกและ 4 ปีให้หลังก็กำเนิดคาเร็น

George Kelly: การบำบัดจิต

นักบำบัดควรตีความบทบาทของตัวเองอย่างกว้าง ๆ ถ้าผู้ป่วยเห็นว่าการบำบัดมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเท่านั้น ผู้บำบัดก็ควรเริ่มจากข้อคิดวงแคบ ๆ เพื่อให้คนไข้เริ่มเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

George Kelly: Personality Development

Kelly คิดว่าการที่คนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการเติบโตส่วนบุคคล หรือ personal growth โดยที่มนุษย์จะคิดโดยคิดอย่างเฉพาะตัวและเป็นระบบ แล้วจึงใช้ความคิดเหล่านี้ไปคาดการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเขา พวกเขาใช้ประสบการณ์ที่แล้ว ๆ มาในการสร้างสมมติฐานเกี่ยวกับผลใหม่ที่อาจเกิดขึ้น

George Kelly: The Fundamental Postulate and Its Corollaries

สมมติฐานขั้นพื้นฐานของทฤษฎีของ Kelly คือ "กระบวนการความคิดของคนถูกวางแนวโดยจิตใตด้วยวิธีที่เขาคาดการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์) เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการกระทำและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มนุษย์ปฏิบัติการโดยอาศัยการคาดหวังเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือความคาดหวังเป็นตัวกำกับพฤติกรรม ความคาดหวังทำให้เกิดแรงจูงใจของพฤติกรรม ทฤษฎีขั้นพื้นฐานของ Kelly นี้ได้สร้างข้อคิดหรือ corollaries ขึ้นมาซึ่งมีดังต่อไปนี้

Alfred Adler: บุคลิกสี่ประเภท

Adlerได้ใช้วิธีการแบ่งประเภทของคนที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับบุคคลิกที่มีสุขภาพจิตดีและบุคคลิกที่มีสุขภาพจิตไม่ดี เขาจำแนกประเภทของบุคลิกด้วยความลังเลใจ เพราะเขาไม่ได้นึกถึงมนุษย์ในฐานะที่เป็นประเภท แต่เขานึกถึงมนุษย์ว่าแต่ละคนนั้นมีวิถีชีวิตพิเศษไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็คิดว่าการจัดประเภทของบุคคลให้คุณประโยชน์ทางการศึกษาและเขาก็เสนอประเภทของบุคคลิกเหล่านี้ด้วยการให้เหตุผลตามที่กล่าวมา


Alfred Adler: พัฒนาการของวิถีชีวิตที่สร้างสรรค์

ตามความคิดของ Adler บุคคลที่มีสุขภาพจิตที่ดี คือ บุคคลที่พ่อแม่เลี้ยงดูด้วยการให้เกียรติลูกและเข้าใจลูก Adler เชื่อว่าหากเด็กเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ บุคคลจะสามารถเข้าใจเรื่องความสำคัญของความเสมอภาคและสามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่นในการสร้างเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ต่อสังคม Adler ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายดังกล่าว สิ่งเหล่านี้อาจจะประกอบด้วยหลักการเช่น ความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีที่สุดหรือจงกระทำต่อผู้อื่นเหมือนกับที่คุณต้องการให้เขากระทำต่อคุณ หรือเป้าหมายเฉพาะทางอาชีพเช่น เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นหมอ เป็นช่างเงิน ช่างกล เป็นคนขายรถมือสอง หรือเป็นคนซ่อมโทรทัศน์ แม้งานวิจัยจะชี้บ่งว่าสังคมไม่ให้เกียรติแก่คนสามประเภทหลังแต่Adlerกล่าวว่าทุกคนก็สามารถมีบทบาทที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้ ถ้าเขาใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม

Alfred Adler: รากฐานของโรคประสาท

การพัวพันระหว่างประสบการณ์ในครอบครัวและการตีความของบุคคลนั้นทำให้เกิดเป้าหมายที่ชี้ทางและวิถีชีวิตพิเศษ ดังที่ได้ระบุไว้แล้วว่าตัวแปรทางสิ่งแวดล้อมสามตัวที่อาจทำให้เป็นโรคประสาทคือ

(1) ความพิการของร่างกาย
(2) การถูกทอดทิ้งหรือถูกปฏิเสธ
(3) การตามใจลูกAdlerมีความเชื่อว่าการตามใจลูกมากไปสร้างผลร้ายมากที่สุด

Alfred Adler: ลำดับการเกิด (Birth Order) (ตอนที่ 2)

Ivancevich, Matteson และ Gamble ได้พบว่าการดิ้นร้นเพื่อความสำเร็จของลูกคนแรกนั้นมีข้อแลกเปลี่ยน คือพวกเขาคิดว่าลูกคนโต และลูกคนเดียว ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นคนดำหรือคนขาว เป็นหญิงหรือเป็นชาย ส่วนใหญ่มีบุคคลิกแบบ Type A ซึ่งเป็นบุคลิกที่ใช้ความเพียรอย่างมากในการสร้างสรรค์มากกว่าหรือการกระทำที่เสียเวลาน้อยที่สุด พวกเขาทำงานแข่งขันกับเวลา ผลก็คือบ่อยครั้งสุขภาพจะล้มเหลวและเป็นโรคหัวใจวาย ผลงานที่ศึกษาหลังจากนั้นของ Phillips Long และ Bedeian ได้ผลงานเช่นเดียวกัน โดยศึกษาตัวอย่างของนักสอบบัญชีอาชีพ และพบว่านักสอบบัญชีอาชีพลูกคนแรกได้คะแนนบุคคลิก Type A มากกว่า และมีความร้อนรนมากว่าลูกคนรองในสถานการณ์ที่เป็นอันตราย