แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคสะกดจิต(Hypnosis) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคสะกดจิต(Hypnosis) แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Hypnobirth

การสะกดจิตบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวดจากการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ (Hypnobirth)



Hypnobirth หรือ การสะกดจิตบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวดจากการคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นการสะกดจิตบำบัดที่มีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือคุณแม่ทั้งหลายให้สามารถคลอดลูกเองโดยวิธีธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องตื่นกลัวหรือเจ็บปวดแต่อย่างใด โปรแกรม hypnobirth ถูกออกแบบมาเพื่อมอบคำแนะนำให้กับจิตใต้สำนึกของเหล่าคุณแม่ให้เชื่อมั่นในวิถีของธรรมชาติ เมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้นร่างกายและจิตใจก็จะสามารถผ่อนคลายได้แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เจ้าตัวน้อยกำลังจะออกมาสู่โลกใบนี้ โปรแกรมนี้สามารถช่วยให้คุณแม่คลอดลูกตามวิธีธรรมชาติได้ด้วยความภาคภูมิใจ สงบ ผ่อนคลาย อบอุ่น และสามารถควบคุมตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พวกเธอได้ดื่มด่ำกับรางวัลที่ธรรมชาติได้มอบให้อย่างเต็มที่ จดจำช่วงเวลาที่แสนจะน่าประทับใจได้ในทุก ๆ วินาทีโดยไม่ต้องผ่านการกรีดร้องอย่างเจ็บปวดอีกต่อไป

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การทำ hypnobirth หรือการสะกดจิตบำบัดเพื่อคลอดลูกกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คุณแม่ทั้งหลายที่ประเทศอังกฤษ แม้กระทั่งเจ้าหญิงเคท มิดเดิลตัลเองก็ใช้โปรแกรม hypnobirth เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างคลอดเช่นกัน
แม่ ๆ ที่ใช้โปรแกรม hypnobirth นี้ จะสามารถคลอดลูกเองแบบธรรมชาติโดยเจ็บปวดน้อยที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาระงับความปวดใด ๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่หลาย ๆ คนแทบจะไม่มีความเจ็บปวดเลยด้วยซ้ำ โปรแกรมนี้ช่วยให้พวกเธอสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่พวกเธอ (และร่างกายของเธอ) กำลังจะต้องเจอ  พวกเธอจะสามารถเอาชนะความหวาดกลัว ความวิตกกังวลต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง  สิ่งเหล่านี้จึงช่วยให้บรรดาคุณแม่ ๆ ที่ใช้โปรแกรม hypnobirth สามารถผ่านประสบการณ์อันสวยงามที่สุดที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างมาให้กับพวกเธออย่างสงบ ผ่อนคลาย และปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อ
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของโปรแกรม hypnobirth ไม่ได้อยู่ที่การทำให้คุณแม่สามารถคลอดลูกเองโดยไม่ต้องเจ็บปวด แต่ความน่าทึ่งของมันอยู่ที่ลูกน้อยของพวกเธอต่างหาก เมื่อการคลอดเป็นการคลอดที่แสนสงบ อ่อนโยน และปลอดจากยาสำหรับคุณแม่ นั่นก็หมายถึงมันย่อมเป็นการคลอดที่แสนสงบ อ่อนโยน และปลอดจากยาสำหรับเจ้าตัวน้อยของพวกเธอเช่นกัน  การคลอดเป็นประสบการณ์แรกของทารกทุก ๆ คน และประสบการณ์แรกนี้ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของพวกเขาในอนาคต เมื่อการคลอดเป็นไปอย่างสงบ มันจึงทำให้เหล่าทารกมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย สงบ พัฒนาการไว หลับง่าย และโตเร็ว
โปรแกรมนี้ได้พิสูจน์ตัวเองหลายต่อหลายครั้งแล้วว่ามันสามารถช่วยให้คุณแม่ทั้งหลายสามารถมีประสบการณ์คลอดตามธรรมชาติได้อย่างสงบ เหมาะสม และยอดเยี่ยมที่สุด





ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด



วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Hypnosis and Neuro Science

ถ้ามองในมุมมองของประสาทวิทยา (Neuro Science) เมื่อสมองของเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มันจะสร้างสารสื่อประสาทหรือนิวรอนขึ้นมาบันทึกข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้ เมื่อสมองของเราทำงานมันจะเรียกข้อมูลต่างๆ กลับมาใช้ใหม่จากบรรดานิวรอนนับล้านๆ ตัวที่เราได้สะสมเอาไว้ (ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทำอะไรก็ตามที่เรายังไม่เคยรู้ได้) 

ถ้าเราได้เรียนรู้เรื่องนั้นซ้ำๆ หรือมีการใช้งานข้อมูลเรื่องนั้นบ่อยๆนิวรอนที่บรรจุข้อมูลนั้นเอาไว้ก็จะเจริญเติบโตขึ้นตามจำนวนครั้งที่มันถูกใช้งานหรือได้รับการบันทึกซ้ำ

ในที่สุดเมื่อนิวรอนตัวนั้นเจริญเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง มันก็จะเริ่มทำงานแบบอัตโนมัติ ทำงานอย่างรวดเร็ว ก่อนและเหนื่อนิวรอนตัวอื่นๆ

นั่นคือจุดที่เกิดสิ่งที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก

สำหรับกระบวนการ Hypnosis มันว่าด้วยเรื่องของการสร้างนิวรอนตัวหนึ่งขึ้นมา และเลี้ยงมันให้โตที่สุดด้วยระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยผ่านเงื่อนไขกระบวนการต่างๆ ที่เราทำในระหว่างทำ Hypnosis ครับ




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พลังจิตที่แท้จริง

เหตุเกิดในคลาสเรียนสะกดจิต (Hypnosis) แห่งหนึ่ง หลังจากที่ผ่านการเรียนและฝึกการสะกดจิตมาอย่างเข้มข้นแล้ว อาจารย์ที่สอนก็ให้นักเรียนเอาเก้าอี้มานั่งล้อมวงกัน จากนั้นก็จุดเทียนขึ้นหนึ่งเล่มแล้วบอกว่า

"พวกเธอได้เรียนรู้ถึงเคล็ดลับในการสะกดจิต รวมไปถึงได้เรียนรู้ถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของจิตใต้สำนึกอย่างเต็มที่นี้แล้ว ในท้ายที่สุดนี้จะเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของอำนาจจิตของพวกเธอทุกคน โดยการให้พวกเราทุกคนร่วมกันใช้พลังจิตที่เข้มแข็งดับเปลวไฟจากเทียนนี้ให้จงได้"

แค่ฟังโจทย์เท่านั้นนักเรียนทุกคนก็ตาลุกวาว ต่างตั้งหน้าตั้งตาเพ่งกันไปที่เปลวเทียนนี้กันเป็นการใหญ่ แน่นอนทุกคนต้องการให้เทียนดับให้จงได้ เพื่อการนี้บางคนก็พยามเค้นพลังอำนาจจิตของตนเสียจนหน้าแดงน้ำตาไหล บางคนก็พนายามดิ่งเข้าสู่ห้วงภวังค์ลึกเพื่อดึงเอาอำนาจจิตใต้สำนึกของตนเองออกมาให้ได้มากที่สุด

แต่ทว่า .......

ผ่านไปหลายสิบนาทีแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดอะไรขึ้นเลยแม้แต่น้อยนิด บางคนเริ่มมองหน้ากัน บางคนเริ่มรู้สึกลำบากใจ

พลังจิตของพวกเรายังไม่เพียงพออย่างนั้นหรือ?

ในที่สุดก็มีนักเรียนคนหนึ่ง ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปที่หน้าห้อง สิ่งที่เขาทำได้ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง นั่นก็คือ

เขาเป่าเทียนให้มันดับลง!!!

ทันใดนั้นเอง อาจารย์ก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า .....

.
.
.

" เธอผ่านการทดสอบแล้ว!!!!! "

นิทานเรื่องนี้ (ความจริงแล้วอิงมาจากเรื่องจิง) สอนให้รู้ว่า ..... พลังอำนาจจิตที่ยิ่งใหญ่สำแดงเดชออกมาได้ด้วยการลงมือทำเสมอ!!!!!!

Think and Do it Now!!!!!



การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

Hypnosis และ NLP ต่างกันอย่างไร?


นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่ก่อนจะถึงการค้นพบที่ว่านั้นจะเป็นการดีที่สุดหากเราจะเริ่มต้นจากการรู้จักสิ่งทั้งสอง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะนำไปสู่คำตอบของคำถามนี้โดยอัตโนมัติ
Hypnosis (การสะกดจิต) คืออะไร?
โดยเนื้อแท้ของ Hypnosis ก็คือการสร้างการ “เรียนรู้” (Learn) ให้เกิดขึ้นกับการรับรู้ในระดับจิตใต้สำนึก (Subconscious) เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนี้เป็นทางเลือกทางใหม่ที่จิตใต้สำนึกจะสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์แบบใหม่ (ผลจากการทำงานของจิตใต้สำนึก) ที่ต้องการ
โดยรวบยอดแล้ว Hypnosis ก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรที่พิเศษไปกว่านี้อีก
แล้ว NLP คืออะไร?
คำว่า NLP ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming โดยส่วนใหญ่จะแปลว่า “โปรแกรมภาษาระบบประสาท” คือใช้ความรู้ทางด้าน “ภาษาระบบประสาท” มาใช้ในการตั้งโปรแกรมพฤติกรรมใหม่ให้กับผู้คน

ภาษาระบบประสาท (Neuro-Linguistic) คืออะไร?

โดยสรุปแล้วภาษาระบบประสาทก็คือรูปแบบวิธีหรือกลวิธีที่สมองและระบบประสาท (Neuro) ของเราใช้ในการสื่อสาร ซึ่งกระบวนการสื่อสารที่ว่านี้เริ่มต้นตั้งแต่ระบบประสาทของเราได้รับรู้ นำเอาข้อมูลที่รับรู้ไปประมวลผลเพื่อหาวิธีการตอบสนอง (ตามวิธีการของกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ภายในสมองและระบบประสาทของเรา) และถ่ายทอดผลลัพธ์ที่ได้ออกไปสู่โลกภายนอกโดยผ่านการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษากาย หรือพฤติกรรม

ความจริงแล้ว NLP เริ่มต้นมาจากการศึกษาว่าระหว่างคนที่ “ประสบความสำเร็จ” กับคนที่ “ไม่ประสบความสำเร็จ” นั้น พวกมีความแตกต่างกันอย่างไร?

โดยผลที่ได้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าแม่แบบหรือ Model ที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการปรับเปลี่ยนคนอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จให้สามารถเข้าสู่รูปแบบของความสำเร็จได้ โดยการศึกษารูปแบบความสำเร็จที่ว่านี้ NLP เลือกที่จะศึกษาผ่านทาง “ภาษา” (Linguistic) ที่บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นต้นแบบความสำเร็จได้ใช้ในการถ่ายทอดความสำเร็จออกมาสู่โลกภายนอก

ดังนั้นผลผลิตที่สำคัญที่สุดของ NLP ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “แม่แบบภาษาความสำเร็จ” (Success Language Model)

คำถามต่อมาก็คือก็คือว่า “เราจะเปลี่ยนผู้คนไปสู่รูปแบบความสำเร็จเหล่านี้ได้อย่างไร?”

นั่นจึงเป็นที่มาของอีกสารพัดเทคนิคทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาที่ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากใน NLP ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือการปรนับเปลี่ยบนผู้คนให้เอาชนะรูปแบบความเคยชินหรือรูปแบบชีวิตแบบเดิมไปสู่รูปแบบแห่งความสำเร็จที่ NLP ได้ทำการถอดแบบรอเอาไว้แล้ว

แล้ว NLP เกี่ยวข้องกับ Hypnosis อย่างไร?

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของ NLP เพราะแม่แบบความสำเร็จที่ NLP เลือกมาเป็นกรณีศึกษานั้นล้วนแล้วแต่เป็นนักจิตวิทยาบำบัดหรือเป็นจิตแพทย์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของอเมริกาในขณะนั้นทั้งสิ้น นอกจากจะศึกษาวิธีการสื่อสารของแม่ความสำเร็จแบบเหล่านี้แล้ว NLP ยังไปถอดแบบวิธีการทำงานหรือเทคนิคการบำบัดการปรับเปลี่ยนความคิด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ผลดีเยี่ยมจากแม่แบบเหล่านี้มาอีกเป็นจำนวนมาก นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมใน NLP นอกจากสารพัดเทคนิคการสื่อสารซึ่งเป็นเรื่องภาษาศาสตร์แล้ว NLP จึงยังประกอบไปด้วยเทคนิคทางจิตบำบัดและประสาทวิทยาอีกเป็นจำนวนมาก

และหนึ่งในแม่แบบความสำเร็จที่ NLP ได้ถอดแบบอกมานั้น มีอยู่ท่านหนึ่งที่เรียกได้ว่าส่งอิทธิพลอย่างสูงกับ NLP แม่แบบท่านนั้นก็คือ ดร.มิลตัน เอช อีริคสัน (Dr. Milton H. Ericson) จิตแพทย์และนักจิตวิทยาอันดับหนึ่งในอเมริกาในขณะนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งดร. มิลตัน นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งเทคนิคสะกดจิตสมัยใหม่ ดังนั้นเทคนิคการสะกดจิตแบบ ดร. มิลตัน ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากการสะกดจิตแบบดั้งเดิมจึงได้ถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิค NLP ไปด้วยโดยปริยาย (เรียกเทคนิคในกลุ่มที่ได้มาจาก ดร.มิลตัน ว่า Milton Model)

สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า Hypnosis ต่างจาก NLP อย่างไร?

คำตอบของมันย่อมชัดเจนแล้วตามเนื้อหาเรื่องราวทั้งหมดของบทความนี้

ส่วนถ้าจะถามว่า Hypnosis และ NLP เหมือนกันหรือไม่?

ก็คงต้องตอบว่า “ต่างกันลิบลับจนแทบจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน”

แต่อย่างไรเสียก็ต้องบอกก่อนว่าทั้ง Hypnosis และ NLP ก็อยู่ร่วมรวมกันจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันจนยากที่จะแยกออกจากกันอย่างแน่นอนที่สุด

ทั้งหมดก็เป็นดังที่ได้กล่าวมานี้ครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

power of conscious mind


นี่อาจจะฟังดูแปลกๆ ซักหน่อย ..... ที่ผมจะบอกว่า

" การสะกดจิตคือพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตสำนึก"

จิตสำนึก (Conscious Mind) นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว ผมไม่ได้เขียนผิดหรอก และผมขอยืนยันอีกครั้งว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในงาน Hypnosis โดยเฉพาะงานด้าน Hypnotherapy เราใช้ความฉลาดมีเหตุผลของจิตสำนึกเข้าไปสอนให้จิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึกให้มันรู้มันสำนึก

ให้มันรู้ว่าวิธีการเดิมๆ ของมันนั้นมันไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

เปลี่ยนเป็นวิธีการใหม่ๆ บ้างเถอะ!!!!!


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผู้ที่ไม่สามารถสะกดจิตได้

1. บุคคลที่ไม่เห็นชอบ ไม่ยินยอม หรือมีความรู้สึกต่อต้านที่จะเข้ารับการสะกดจิต ไม่ว่าจะโโยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

2. บุคคลทุพพลภาพทางสติปัญญา สมองไม่สามารถเรียนรู้ได้ดังเช่นคนปรกติทั่วไป

3. บุคคลทุพพลภาพทางการสื่อสาร เช่นคนหูหนวก หูตึง 

4. บุคคลผู้มีความผิดปรกติทางจิตร้ายแรงบางประเภท เช่นบุคคลเสียสติควบคุมตัวเองไม่ได้ บุคคลที่มีอาการจิตเภท จิตหลอน เห็นภาพหลอนหรือหูแว่ว 


5. บุคคลที่อยู่สภาพเมามายอย่างไร้สติควบคุม เช่นคนที่กำลังเมาเหล้าหรือเมายาเสพติดจนไม่มีสติไม่สามารรถควบคุมตนเอง

6. บุคคลที่มีอุปสรรคทางภาษา ไม่สามารถเสื่อสารเข้าใจตรงกันได้ เช่นพูดคนละภาษากันกับผู้ทำการสะกดจิต



ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

2วันกับการอบรมสะกดจิต

เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมหลักสูตรสะกดจิตของผมจึงบอกว่า "จบสมบูรณ์" ในเวลาเพียงแค่ 2 วันในขณะที่หลักสูตรของที่อื่นคุณอาจจะต้องเรียนทั้งหลักสูตรต้น กลาง สูง และหลักสูตรพิเศษอีกสารพัดจึงจะเรียนว่าเรียนจบสมบูรณ์(ของสถาบันนั้นๆ)

เหตุผลง่ายๆ มี
อยู่ว่า

ผมจงใจออกแบบหลักสูตรของผมให้มันจบภายใน 2 วันครับ ที่เป็นอย่างนั้นได้ก็เพราะว่าใน 2 วันนี้ผมได้ตัดทุกเรื่องที่ไม่จำเป็นและไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเทคนิคสะกดจิตออกไปทั้งหมด (เช่นบรรดา stage show ต่างๆ หรือทริคจำพวกงอช้อน หรือตัดตะเกียบ) โดยใช้เวลาที่มีทั้งหมดไปกับการศึกษาทฤษฏีว่าการสะกดจิตคืออะไรและ "ทำไม" มันจึงได้ผล รวมไปถึงการออกแบบสคริป(บทสำหรับใช้ในการสะกดจิต) และการใช้เสียงที่เรียกว่าโมโนโทน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำหรับการสะกดจิตอย่างแท้จริง

สรุปง่ายๆ คือเราใช้เวลา 2 วันกันคุ้มครับ

ปล.นักเรียนที่เคยผ่านหลักสูตรชั้นต้นของเราไปจะทราบดีครับว่า 2 วันไม่มีเบรคพัก แถมมีการบ้านกลับไปทำที่บ้านอีกต่างหากให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าอย่างไรครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

การเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก

การสะกดจิตเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้กับจิตของเรา และจิตของเราก็มีหน้าที่เรียนรู้ทุกๆ สิ่งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว 

เมื่อเกิดการเรียนรู้ใดๆ ขึ้นกับจิตใจของเรา การเรียนรู้นั้นย่อมเกิดขึ้นทั้งในจิตระดับตื้นซึ่งหมายถึงจิตสำนึกและจิตระดับลึกซึ่งหมายถึงจิตใต้สำนึก เพียงน้ำหนักจะเทเอียงไปทางใดมากน้อยกว่ากันก็ย่อมขึ้นกับปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้นว่าอำนวยให้
การเรียนรู้นั้นเทน้ำหนักไปที่จิตระดับไหนก็เท่านั้นเอง

ในธรรมชาติของผู้คนโดยทั่วไปเมื่ออยู่ในวัยที่สามารถใช้เหตุผลได้อย่างสมบูรณ์แล้ว การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะไปเกิดขึ้นในระดับจิตสำนึกเสียมากกว่า ดังนั้นเทคนิคการสะกดจิตจึงถูกนำเข้ามาใช้เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จิตใต้สำนึกจะสามารถเปิดรับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

ซึ่งเงื่อนไขที่ว่านี้ก็ไม่ใช่วิธีการพิสดารอื่นใดเลย เพราะล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของระบบประสาทมนุษย์อยู่แล้วทั้งสิ้น


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด