วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

Projective Test: แบบใช้ภาษา

1.       Story Completion

การต่อเรื่องให้จบ (Unfinished Scenario Story Completion) เป็นการเล่าเรื่องราวที่ยังไม่จบ แล้วให้ผู้ให้สัมภาษณ์ต่อเรื่องจนจบ คือ ให้เล่าต่อว่าเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร และจบอย่างไร นอกจากนี้ ยังถามถึงเหตุผลด้วยว่า ทำไมตัวละครในเรื่องนี้จึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น

Projective Test: ชนิดไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน

1.                 Rorschach Test (inkblot)


The Rorschach Inkblots Test เป็นแบบทดสอบแบบหนึ่งของ Projective Tests ซึ่งใช้วัดบุคลิกภาพของบุคคล แบบทดสอบนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขเบื้องต้นของ Projective Techniques ที่ว่า ยิ่งสิ่งเร้าไม่ชัดเจนมากเท่าใด ยิ่งไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกต่อต้านป้องกันตัวเองมากเท่านั้น

แบบทดสอบประเภทนี้จัดได้ว่าเป็นแบบทดสอบที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ในการเผยบุคลิกภาพที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นอยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกออกมา สมมติฐานของแบบทดสอบนี้คือ วิธีการมองเห็น และการตีความหมายของเนื้อหาของภาพหยดหมึก ซึ่งจะแสดงลักษณะ กระบวนความคิด ความต้องการ ความกังวลใจ และความขัดแย้งภายในใจออกมา


Projective Test: ลักษณะสำคัญ / ข้อดี-ข้อเสีย

1.   เป็นคำตอบจากสิ่งเร้าที่ขาดโครงสร้าง มีสองนัย อาจเป็นอะไรก็ได้ อาจดูได้ว่า ยิ้มหรือโกรธ หลับตาหรือร้องไห้ ห่อผ้าหรือก้อนหิน ผู้ถูกทดสอบจะต้องกำหนดคำตอบออกมาซึ่งจะต้องเผยความในใจอะ ไรสักอย่างของเขาออกมา อาจจะเป็นความต้องการ ความปรารถนา ความหวัง ความขัดแย้ง ฯลฯ ทำให้ประเมินความในใจของผู้ถูกทดสอบได้จากการคำตอบของเขาน ั่นเอง  

Projective Test

วิธีการทำการทดสอบประเภทนี้  ถือว่าเป็นเทคนิคพิเศษมากกว่าประเภทอื่น ๆ   การวิเคราะห์โรค  ต้องการพิจารณาทางด้านคุณภาพของคำตอบ (qualitative  หรือ  content)  เป็นประการแรกมากว่าจะพิจารณาทางด้านสถิติหรือปริมาณ (quantitative)     

จิตบำบัดชนิดปรับโครงสร้างใหม่ (Reconstructive Therapy)

จิตบำบัดชนิดนี้มีความละเอียดลึกซึ้งมากกว่าจิตบำบัดแบบประคับประคอง และ จิตบำบัดแบบการเรียนรู้ใหม่ โดยที่จิตบำบัดชนิดปรับโครงสร้างใหม่มีวัตถุประสงค์อยู่ 2 ประการใหญ่ ๆ คือ

1. พัฒนาการหยั่งรู้ (insight) เข้าไปสู่จิตใต้สำนึก ผู้ป่วยจะได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจข้อขัดแย้งทางอารมณ์และทำให้เขาเข้าใจความขัดแย้งที่อยู่ภายใต้จิตใต้สำนึก ทำให้ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนอุปนิสัย พฤติกรรม และบุคลิกภาพของเขาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

2. ส่งเสริมให้มีการเติบโตทางบุคลิกภาพ

จิตบำบัดแบบปรับโครงสร้างใหม่นี้มีแนวคิดมาจากแนวคิดที่สำคัญ ๆ 6 ชนิดดังต่อไปนี้

จิตบำบัดแบบการเรียนรู้ใหม่ (Re-Education Therapy)

จิตบำบัดชนิดนี้มีเป้าหมายที่ลึกกว่าจิตบำบัดแบบประคับประคอง (Supportive Therapy) คือมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ความคิด พฤติกรรมของผู้ป่วยให้เขาได้ปรับความคิดของเขาให้ดีและถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยที่วัตถุประสงค์ของการบำบัดประเภทนี้รวมไปถึงให้ผู้ป่วยได้มีการปรับตัวใหม่ ปรับเป้าหมายใหม่ ปรับพฤติกรรมใหม่ พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และ ให้สามารถเข้าใจศักยภาพของตนเองในทางสร้างสรรค์และมีความสุข

จิตบำบัดแบบประคับประคอง (Supportive Psychotherapy)

วัตถุประสงค์หลักของจิตบำบัดชนิดนี้ คือ เพื่อประคับประคองให้สถานภาพของผู้ป่วยยังคงอยู่ในสภาพเดิมไว้ ไม่แย่ลงไปมากกว่าเดิม ซึ่งผู้ป่วยในที่นี้คือ บุคคลที่มีภาวะวิกฤติเกิดขึ้นในชีวิตของเขา ซึ่งภาวะวิกฤตนั้นส่งผลทำให้สถานภาพเดิมของเขาต้องสูญเสียไป เช่น การหย่าร้าง การเสียชีวิตของคนที่รักไปกระทันหัน ตกงาน สอบตก เป็นต้น บุคคลเหล่านี้จะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนสภาวะทางจิตใจ อารมณ์ และความสัมพันธ์ที่มีกับบุคคลอื่น ๆ ผิดไปจากเดิม