วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

Hypnosis และ NLP ต่างกันอย่างไร?


นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่ก่อนจะถึงการค้นพบที่ว่านั้นจะเป็นการดีที่สุดหากเราจะเริ่มต้นจากการรู้จักสิ่งทั้งสอง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะนำไปสู่คำตอบของคำถามนี้โดยอัตโนมัติ
Hypnosis (การสะกดจิต) คืออะไร?
โดยเนื้อแท้ของ Hypnosis ก็คือการสร้างการ “เรียนรู้” (Learn) ให้เกิดขึ้นกับการรับรู้ในระดับจิตใต้สำนึก (Subconscious) เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนี้เป็นทางเลือกทางใหม่ที่จิตใต้สำนึกจะสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์แบบใหม่ (ผลจากการทำงานของจิตใต้สำนึก) ที่ต้องการ
โดยรวบยอดแล้ว Hypnosis ก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรที่พิเศษไปกว่านี้อีก
แล้ว NLP คืออะไร?
คำว่า NLP ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming โดยส่วนใหญ่จะแปลว่า “โปรแกรมภาษาระบบประสาท” คือใช้ความรู้ทางด้าน “ภาษาระบบประสาท” มาใช้ในการตั้งโปรแกรมพฤติกรรมใหม่ให้กับผู้คน

ภาษาระบบประสาท (Neuro-Linguistic) คืออะไร?

โดยสรุปแล้วภาษาระบบประสาทก็คือรูปแบบวิธีหรือกลวิธีที่สมองและระบบประสาท (Neuro) ของเราใช้ในการสื่อสาร ซึ่งกระบวนการสื่อสารที่ว่านี้เริ่มต้นตั้งแต่ระบบประสาทของเราได้รับรู้ นำเอาข้อมูลที่รับรู้ไปประมวลผลเพื่อหาวิธีการตอบสนอง (ตามวิธีการของกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ภายในสมองและระบบประสาทของเรา) และถ่ายทอดผลลัพธ์ที่ได้ออกไปสู่โลกภายนอกโดยผ่านการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษากาย หรือพฤติกรรม

ความจริงแล้ว NLP เริ่มต้นมาจากการศึกษาว่าระหว่างคนที่ “ประสบความสำเร็จ” กับคนที่ “ไม่ประสบความสำเร็จ” นั้น พวกมีความแตกต่างกันอย่างไร?

โดยผลที่ได้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าแม่แบบหรือ Model ที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการปรับเปลี่ยนคนอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จให้สามารถเข้าสู่รูปแบบของความสำเร็จได้ โดยการศึกษารูปแบบความสำเร็จที่ว่านี้ NLP เลือกที่จะศึกษาผ่านทาง “ภาษา” (Linguistic) ที่บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นต้นแบบความสำเร็จได้ใช้ในการถ่ายทอดความสำเร็จออกมาสู่โลกภายนอก

ดังนั้นผลผลิตที่สำคัญที่สุดของ NLP ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “แม่แบบภาษาความสำเร็จ” (Success Language Model)

คำถามต่อมาก็คือก็คือว่า “เราจะเปลี่ยนผู้คนไปสู่รูปแบบความสำเร็จเหล่านี้ได้อย่างไร?”

นั่นจึงเป็นที่มาของอีกสารพัดเทคนิคทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาที่ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากใน NLP ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือการปรนับเปลี่ยบนผู้คนให้เอาชนะรูปแบบความเคยชินหรือรูปแบบชีวิตแบบเดิมไปสู่รูปแบบแห่งความสำเร็จที่ NLP ได้ทำการถอดแบบรอเอาไว้แล้ว

แล้ว NLP เกี่ยวข้องกับ Hypnosis อย่างไร?

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของ NLP เพราะแม่แบบความสำเร็จที่ NLP เลือกมาเป็นกรณีศึกษานั้นล้วนแล้วแต่เป็นนักจิตวิทยาบำบัดหรือเป็นจิตแพทย์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของอเมริกาในขณะนั้นทั้งสิ้น นอกจากจะศึกษาวิธีการสื่อสารของแม่ความสำเร็จแบบเหล่านี้แล้ว NLP ยังไปถอดแบบวิธีการทำงานหรือเทคนิคการบำบัดการปรับเปลี่ยนความคิด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ผลดีเยี่ยมจากแม่แบบเหล่านี้มาอีกเป็นจำนวนมาก นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมใน NLP นอกจากสารพัดเทคนิคการสื่อสารซึ่งเป็นเรื่องภาษาศาสตร์แล้ว NLP จึงยังประกอบไปด้วยเทคนิคทางจิตบำบัดและประสาทวิทยาอีกเป็นจำนวนมาก

และหนึ่งในแม่แบบความสำเร็จที่ NLP ได้ถอดแบบอกมานั้น มีอยู่ท่านหนึ่งที่เรียกได้ว่าส่งอิทธิพลอย่างสูงกับ NLP แม่แบบท่านนั้นก็คือ ดร.มิลตัน เอช อีริคสัน (Dr. Milton H. Ericson) จิตแพทย์และนักจิตวิทยาอันดับหนึ่งในอเมริกาในขณะนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งดร. มิลตัน นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งเทคนิคสะกดจิตสมัยใหม่ ดังนั้นเทคนิคการสะกดจิตแบบ ดร. มิลตัน ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากการสะกดจิตแบบดั้งเดิมจึงได้ถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิค NLP ไปด้วยโดยปริยาย (เรียกเทคนิคในกลุ่มที่ได้มาจาก ดร.มิลตัน ว่า Milton Model)

สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า Hypnosis ต่างจาก NLP อย่างไร?

คำตอบของมันย่อมชัดเจนแล้วตามเนื้อหาเรื่องราวทั้งหมดของบทความนี้

ส่วนถ้าจะถามว่า Hypnosis และ NLP เหมือนกันหรือไม่?

ก็คงต้องตอบว่า “ต่างกันลิบลับจนแทบจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน”

แต่อย่างไรเสียก็ต้องบอกก่อนว่าทั้ง Hypnosis และ NLP ก็อยู่ร่วมรวมกันจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันจนยากที่จะแยกออกจากกันอย่างแน่นอนที่สุด

ทั้งหมดก็เป็นดังที่ได้กล่าวมานี้ครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Timeline Reframing


โดยสรุปแล้วการทำ Timeline Reframing ก็คือการจิตนาการย้อนกลับในอดีต(ในสภาวะกึ่งการสะกดจิต) กลับไปยังเหตุการณ์บางเรื่องราวในชีวิตของคุณ จากนั้นก็ทำการแก้ไขมันเสีย!

นี่คงเป็นเรื่องที่ฟังดูบ้าบอและไร้สาระที่สุดสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ NLP

เราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?

เหตุผลที่เราต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า .... การที่เราเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้ (อารมณ์/ความคิด/บุคลิกภาพ) ทั้งหลายทั้งปวงมันก็เกิดมาจากว่า เราเคยเรียนรู้ผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง จะบอกว่าที่เราเป็นเราก็เพราะประสบการณ์มันทำให้เราเป็นก็ได้

ถ้าคุณเห็นไอ้ขี้โมโหซักหนึ่งคน หรือเห็นไอ้ขี้แพ้อีกซักคน ขอให้คุณทราบเถอะครับว่าเขาไม่ได้เป็นเพราะเขาอยากเป็นแบบนั้นหรอก แต่ทั้งหมดมันเกิดจากประสบการณ์ของเขาต่างหากที่มันหล่อหลอมสั่งสอนให้เขาเป็นอย่างนั้น

ใครล่ะที่สามารถกำหนดประสบการณ์เองได้ทั้งหมด .... ไม่มีหรอก

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ NLP จะทำล่ะ

ถ้าประสบการณ์มันทำให้คนมันเป็นอย่างนี้อย่างนั้น มันทำให้คนมีปัญหา (อารมณ์/ความคิด/บุคลิกภาพ) อย่างงี้อย่างงั้นแล้วล่ะก็

จงเปลี่ยนประสบการณ์ห่วยๆ พวกนั้นเสีย!!!

ทำอย่างไร?

ก็ด้วย Timeline Reframing นี่แหละครับ!!

จงรับรู้อดีตของคุณด้วยเรื่องราวใหม่ๆ แทนเรื่องราวห่วยๆ พวกนั้นซะ

สำหรับ NLP แล้ว เราไม่เคยสนใจหรอกครับว่าประสบการณ์ที่คุณเคยรับรู้มาหรือที่คุณจะรับรู้ต่อไปมันจริงหรือไม่จริง เราสนแต่ว่าคุณกำลังรับรู้อะไร และสิ่งที่ที่คุณกำลังรับรู้มันสร้างสรรค์หรือเปล่า

และถ้ามันไม่สร้างสรรค์ล่ะก็ จงเปลี่ยนมันเสีย!

นี่แหละหัวใจที่เป็นแก่นท้ของ Timeline Reframing ล่ะครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


Do and Don't


ลองนึกถึงว่าขณะนี้คุณกำลังยืนมองดูการแสดงผาดโผนที่เสี่ยงตายเอามากๆ เช่นการโชว์ลูกปืนใหญ่มนุษย์ เมื่อนักแสดงที่เป็นคนเป็นๆ ถูกบรรจุลงไปในปากกระบอกปืนใหญ่แล้วยิงออกไปสู่เป้าหมาย นี่เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำและอันตรายอย่างที่สุดอย่างหนึ่งในโลกของการแสดงผาดโผนก็ว่าได้

“ทำไมนักแสดงจึงเลือกที่จะทำสิ่งนี้?”

เพราะเงิน เพราะชื่อเสียง หรือเพราะอะไรกันแน่ หากให้คุณเป็นคนที่จะต้องถูกบรรจุลงไปแทนล่ะ? คุณจะยอมทำมันหรือไม่?

เนื่องจากตัวอย่างนี้ดูอันตรายเสี่ยงตายมากเกินไป นี่ก็อาจจะเป็นตัวอย่างลำบากใจมากซักหน่อยที่จะต้องตอบคำถามว่าจะยอมทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้หรือไม่ ดังนั้นคราวนี้เราลองทำอะไรให้มันง่ายขึ้นอีกนิดเช่นการเดินเท้าเปล่าๆ ลุยไปบนกองไฟที่เป็นถ่านแดงๆ ประมาณ 3-4 ก้าว การกระทำแบบนี้คุณไม่ตายแน่ๆ แต่เท้าคุณอาจจะได้รับบาดเจ็บพุพองได้แน่ๆ เช่นกัน

คำถามก็คือว่า “คุณจะยอมทำสิ่งนี้หรือไม่?”

Loop of Error


ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่นอกหักแล้วก็อกหักอีก กิจการเจ๊งแล้วก็เจ๊งอีก ทำอะไรก็ล้มเหลวแล้วก็ล้มเหลวอีก

ขอให้ลองสังเกตดูให้ดีๆ ใช้ความสามารถในการเป็นนักสังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยมของคุณพิจารนาดูว่า "มีสิ่งใดที่มันกำลังเกิดขึ้นซ้ำๆ"

ความผิดพลาดซ้ำซากมันย่อมเกิดจากรูปแบบที่ผิดพลาดบางประการที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกไปโดยที่ไม่รู้ตัว(หรือบางทีก็รู้ตัว ...แต่ก็ยังทำด้วยความเคยชิน)

NLP Presuppositions ข้อหนึ่งบอกว่า "ถ้าบางสิ่งใช้การไม่ได้ หรือใช้แล้วไม่ได้ผล ... งั้นก็จงเปลี่ยนมันเสีย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ... แล้วผลที่ได้จะแตกต่างอย่างแน่นอน"

นั่นหมายความว่าถ้าคุณค้นหาความผิดพลาดที่วนซ้ำเจอแล้วแก้ไขมันเสียด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ความซ้ำซากก็ย่อมถูกทำลายลงอย่างแน่นอน

แต่คำถามสุดท้ายก็คือ

"คุณพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง?"

ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


power of conscious mind


นี่อาจจะฟังดูแปลกๆ ซักหน่อย ..... ที่ผมจะบอกว่า

" การสะกดจิตคือพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตสำนึก"

จิตสำนึก (Conscious Mind) นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว ผมไม่ได้เขียนผิดหรอก และผมขอยืนยันอีกครั้งว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในงาน Hypnosis โดยเฉพาะงานด้าน Hypnotherapy เราใช้ความฉลาดมีเหตุผลของจิตสำนึกเข้าไปสอนให้จิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึกให้มันรู้มันสำนึก

ให้มันรู้ว่าวิธีการเดิมๆ ของมันนั้นมันไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

เปลี่ยนเป็นวิธีการใหม่ๆ บ้างเถอะ!!!!!


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ประสบการณ์ส่วนบุคคล

เมื่อประสบการณ์ใดก็ตามเกิดขึ้นกับบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่ตัวคุณ

คุณอาจจะเห็นอกเห็นใจต่อเหตุการณ์ที่เขาประสบได้อย่างเต็มที่ แต่คุณไม่อาจะรับรู้และเข้าใจต่อเหตุการณ์นั้นได้อย่างสมบูรณ์

เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะว่าคุณไม่ใช่เขา (ประสบการณ์ ความเชื่อ และค่านิยม) และคุณก็ไม่ได้อยู่เหตุการณ์เดียวกันในตำแหน่งการรับรู้เดียวกับเขา

นี่เป็นแนวคิดพื้นฐานอย่างหนึ่งของจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยม

ดังนั้นคุณจึงมีสิทธิ์ที่จะเห็
นอกเห็นใจใครก็ได้อย่างเต็มที่ แต่คุณย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดว่า "คุณเข้าใจ" การรับรู้หรือความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์

.
.
.

สรุปง่ายๆ ก็คือ .... อย่าคิดแทนกันเลยครับ

พ่อแม่คิดแทนลูก เจ้านายคิดแทนลูกน้อง สามีคิดแทนภรรยา หรือแม้แต่คนเราไปคิดแทนหมาแทนแมว

รับรอง เฟลแน่นอนครับ




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

IKEA Effect

หลังจากลำบากตรากตรำกับการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA มาสองวัน ก็ทำให่นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า " IKEA Effect " ขึ้นมา

IKEA Effect คืออะไร?

หลักง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า "สิ่งใดก็ตามที่คุณเข้าไปมีส่วนร่วมหรือลงมือลงแรงไปกับมัน ... สำหรับคุณแล้วสิ่งนั่นย่อมมีค่าสำคัญกว่าสิ่งอื่นๆ เสมอ"

ถ้าใครเคยไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ IKEA สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องโดนก็คือการลำบากลำบนลากกล่องเฟอร์นิเจอร์หนักโคตรๆ ออกมาจากชั้นวาง จากนั้
นก็ต้องลากมันไปจ่ายเงิน จากนั้นคุณต้องออกแรงยกมันขึ้นรถ แล้วเอาประกอบเองที่บ้าน (บางคนทนไม่ไหวก็ต้องจ้างเขาไปส่งและประกอบให้ที่บ้าน ซึ่งมันถูกๆ เสียที่ไหน) ถึงแม้เขาจะเคลมว่าเฟอร์นิเจอร์ IKEA ออกแบบมาอย่างดีประกอบง่าย แต่ถ้าใครลองมาทำดูซักทีจะรู้ว่ามันไม่ง่ายซักเท่าไหร่หรอก อย่างน้อยก็ต้องเหนื่อยแน่ๆ โดยเฉพาะกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ที่มีชิ้นส่วนจำนวนมากอย่างเจ้าโต๊ะทำงานที่ผมกำลังนั่งเขียนบทความอยู่นี้ (ซึ่งเพิ่งประกอบเสร็จไปตะกี้เอง)

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการที่ยากลำบากนี้?