วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เด็กติดเกมที่ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กเล่นเกม

เด็กติดเกมไม่ใช่เรื่องแค่ติดเกมหรือไม่ติดเกม?

ก่อนอื่นเราต้องทราบความจริงที่น่าประหลาดประการหนึ่งก่อนก็คือ "โดยธรรมชาติแล้วสมองของเด็ก 9 จะขวบมีปริมาณเซลล์สมองมากกว่าสมองของเด็ก 15 ขวบ"

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? เกิดอะไรขึ้นทำไมเซลล์สมองจึงลดจำนวนลงแทนที่จะเพิ่มจำนวนขึ้น? ธรรมชาติทำอะไรกับสมองของเด็ก?

คำอธิบายก็คือ .... เมื่อเด็กอายุ 9 ขวบ สมองของเด็กจะอัดแน่นไปด้วยเซลล์สมอง (Neurons) ปลายประสาท (Synapses) และวงจรประสาท (Neural Networks) จำนวนมาก มากเสียจนรกมากเกินไป ดังนั้นธรรมชาติจึงเริ่มกระบวนการสลายวงจรประสาทที่ไม่ค่อยได้ใช้งานทิ้งออกไปเสียบ้าง และอนุรักษ์วงจรประสาทที่ใช้งานบ่อยกว่าเอาไว้ (นี่เป็นเหตุผลว่าความทรงจำวัยเด็กของเรามันหยายไปไหนหมด)

หากเปรียบสมองเป็นเหมือนคอมพิวเตอร์กระบวนการนี้ก็คือการทำ Defragment ตัวเองครั้งใหญ่นั่นเอง

โดยเฉพาะกับสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการคาดการณ์ล่วงหน้า การวางแผน และการค้นหาทางเลือกด้วยเหตุและผล (สมองส่วนนี้ทำให้เรามีความแตกต่างออกไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป) จะเกิดกระบวนย่อยสลายที่ว่านี้ด้วยครั้งใหญ่

ดังนั้นในช่วงเวลานี้ถ้าเด็กคนไหนเองแต่เล่นเกมหรือทำแต่กิจกรรมที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์การเรียนรู้ชีวิต สมองก็จะอนุรักษ์วงจรสำหรับกิจกรรมพวกนี้เอาไว้ โดยหันไปย่อยสลายวงจรประสาทสำหรับกิจกรรมอื่นๆ แทน

ดังนั้นสำหรับปัญหาเด็กติดเกมจึงไม่ใช่แค่เรื่องเด็กติดหรือไม่ติดเกม แต่เป็นเรื่องการสูญเสียความสามารถขั้นสูงบางประการของสมองส่วนหน้าไปอย่างไม่มีหวนกลับต่างหาก

อ้างอิงจาก : หนังสือ 100 ปีการ์ตูนไทย จากสยามคลาสสิกสู่ไทยโมเดิร์น ของนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ สำนักพิมพ์ มติชน


การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

7 Principles of Leonado Da Vince

1. จงอยากรู้อยากเห็น

2. จงนำความรู้ไปใช้

3. จงพัฒนาประสาทสัมผัสทั้ง5

4. จงยอมรับความขัดแย้ง และไม่แน่นอน

5. จงเรียนรู้ศิลปะและวอทยาศาตร์อย่างสมดุล

6. จงดูแลและพัฒนาร่างกายให้สมบูรณ์พร้อมเสมอ

7. จงเป็นผู้มองเห็นและเข้าใจในกลไกและระบบของมัน




การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท



ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

Aware

ความจริงประการหนึ่งก็คือ ในสมองของเรามันไม่มีผนังกั้นทางประสบการณ์ เรื่องราวต่างๆ ในการรับรู้ ในความทรงจำของเรามันไม่มีตัวแบ่งกั้นที่ชัดเจนนัก อารมณ์ตอบสนองของแต่ละช่วงเวลามันก็ไม่ได้มีผนังกั้นเอาไว้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น... บ่อยครั้งมันจึงผสมปนเปกัน

เวลาเผชิญหน้ากับประสบการณ์แย่ๆ สมองของเราก็มักจะเอาเรื่องแย่ๆ อื่นๆ ไม่ว่าจากอดีตหรืออนาคต (คือเรื่องยังไม่เกิดแต่ก็ประเมินว่าน่าจะเกิด) ไม่ว่าเรื่องจะเล็กน้อยหรือใหญ่โตเพียงใด ทุกอย่างมันจะถูกนำมารวมร่างรวมเรื่องเข้าเป็นสิ่งเดียวกันหรือความรู้สึกเดียวกันกับประสบการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้นจากเรื่องที่อาจจะชวนให้กลุ้มใจระดับ 10 ก็อาจจะทะลุขึ้นไปถึงระดับ 100 ได้ไม่ยาก

เรียกว่าเรามักจ่ายความเครียดในราคาที่เกินจากความเป็นจริงเสมอ

ดังนั้นสิ่งที่ NLP เรียกร้องให้เราทุกมีอย่างยิ่งเมื่อจะต้องเข้าเผชิญต่ออุปสรรคใดก็ตามก็คือความ

"ความสามารถในการรับรู้ในสิ่งที่เป็นจริง"

ขอบเขตที่แท้จริงของเหตุการณ์มีแค่ใหน อะไรของสิ่งที่สมองของเรามันแอบเติมเข้ามา อะไรเป็นสิ่งที่สมองของเราแอบไปลากเข้ามาผสมโรงโดยไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าใครมีทักษะในการรับรู้และแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้

ชีวิตของคนนั้นได้เปรียบครับ





การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท
การสะกดจิต สะกดจิตบำบัด NLP เอ็นแอลพี จิตบำบัด สะกดจิตบำบัด เอ็นแอลพี โปรแกรมภาษาระบบประสาท




ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

Hypnosis และ NLP ต่างกันอย่างไร?


นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่ก่อนจะถึงการค้นพบที่ว่านั้นจะเป็นการดีที่สุดหากเราจะเริ่มต้นจากการรู้จักสิ่งทั้งสอง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้จะนำไปสู่คำตอบของคำถามนี้โดยอัตโนมัติ
Hypnosis (การสะกดจิต) คืออะไร?
โดยเนื้อแท้ของ Hypnosis ก็คือการสร้างการ “เรียนรู้” (Learn) ให้เกิดขึ้นกับการรับรู้ในระดับจิตใต้สำนึก (Subconscious) เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนี้เป็นทางเลือกทางใหม่ที่จิตใต้สำนึกจะสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือผลลัพธ์แบบใหม่ (ผลจากการทำงานของจิตใต้สำนึก) ที่ต้องการ
โดยรวบยอดแล้ว Hypnosis ก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรที่พิเศษไปกว่านี้อีก
แล้ว NLP คืออะไร?
คำว่า NLP ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming โดยส่วนใหญ่จะแปลว่า “โปรแกรมภาษาระบบประสาท” คือใช้ความรู้ทางด้าน “ภาษาระบบประสาท” มาใช้ในการตั้งโปรแกรมพฤติกรรมใหม่ให้กับผู้คน

ภาษาระบบประสาท (Neuro-Linguistic) คืออะไร?

โดยสรุปแล้วภาษาระบบประสาทก็คือรูปแบบวิธีหรือกลวิธีที่สมองและระบบประสาท (Neuro) ของเราใช้ในการสื่อสาร ซึ่งกระบวนการสื่อสารที่ว่านี้เริ่มต้นตั้งแต่ระบบประสาทของเราได้รับรู้ นำเอาข้อมูลที่รับรู้ไปประมวลผลเพื่อหาวิธีการตอบสนอง (ตามวิธีการของกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ภายในสมองและระบบประสาทของเรา) และถ่ายทอดผลลัพธ์ที่ได้ออกไปสู่โลกภายนอกโดยผ่านการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษากาย หรือพฤติกรรม

ความจริงแล้ว NLP เริ่มต้นมาจากการศึกษาว่าระหว่างคนที่ “ประสบความสำเร็จ” กับคนที่ “ไม่ประสบความสำเร็จ” นั้น พวกมีความแตกต่างกันอย่างไร?

โดยผลที่ได้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าแม่แบบหรือ Model ที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการปรับเปลี่ยนคนอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จให้สามารถเข้าสู่รูปแบบของความสำเร็จได้ โดยการศึกษารูปแบบความสำเร็จที่ว่านี้ NLP เลือกที่จะศึกษาผ่านทาง “ภาษา” (Linguistic) ที่บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นต้นแบบความสำเร็จได้ใช้ในการถ่ายทอดความสำเร็จออกมาสู่โลกภายนอก

ดังนั้นผลผลิตที่สำคัญที่สุดของ NLP ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “แม่แบบภาษาความสำเร็จ” (Success Language Model)

คำถามต่อมาก็คือก็คือว่า “เราจะเปลี่ยนผู้คนไปสู่รูปแบบความสำเร็จเหล่านี้ได้อย่างไร?”

นั่นจึงเป็นที่มาของอีกสารพัดเทคนิคทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาที่ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากใน NLP ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือการปรนับเปลี่ยบนผู้คนให้เอาชนะรูปแบบความเคยชินหรือรูปแบบชีวิตแบบเดิมไปสู่รูปแบบแห่งความสำเร็จที่ NLP ได้ทำการถอดแบบรอเอาไว้แล้ว

แล้ว NLP เกี่ยวข้องกับ Hypnosis อย่างไร?

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของ NLP เพราะแม่แบบความสำเร็จที่ NLP เลือกมาเป็นกรณีศึกษานั้นล้วนแล้วแต่เป็นนักจิตวิทยาบำบัดหรือเป็นจิตแพทย์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของอเมริกาในขณะนั้นทั้งสิ้น นอกจากจะศึกษาวิธีการสื่อสารของแม่ความสำเร็จแบบเหล่านี้แล้ว NLP ยังไปถอดแบบวิธีการทำงานหรือเทคนิคการบำบัดการปรับเปลี่ยนความคิด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ผลดีเยี่ยมจากแม่แบบเหล่านี้มาอีกเป็นจำนวนมาก นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมใน NLP นอกจากสารพัดเทคนิคการสื่อสารซึ่งเป็นเรื่องภาษาศาสตร์แล้ว NLP จึงยังประกอบไปด้วยเทคนิคทางจิตบำบัดและประสาทวิทยาอีกเป็นจำนวนมาก

และหนึ่งในแม่แบบความสำเร็จที่ NLP ได้ถอดแบบอกมานั้น มีอยู่ท่านหนึ่งที่เรียกได้ว่าส่งอิทธิพลอย่างสูงกับ NLP แม่แบบท่านนั้นก็คือ ดร.มิลตัน เอช อีริคสัน (Dr. Milton H. Ericson) จิตแพทย์และนักจิตวิทยาอันดับหนึ่งในอเมริกาในขณะนั้นเลยก็ว่าได้ ซึ่งดร. มิลตัน นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งเทคนิคสะกดจิตสมัยใหม่ ดังนั้นเทคนิคการสะกดจิตแบบ ดร. มิลตัน ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากการสะกดจิตแบบดั้งเดิมจึงได้ถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิค NLP ไปด้วยโดยปริยาย (เรียกเทคนิคในกลุ่มที่ได้มาจาก ดร.มิลตัน ว่า Milton Model)

สำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า Hypnosis ต่างจาก NLP อย่างไร?

คำตอบของมันย่อมชัดเจนแล้วตามเนื้อหาเรื่องราวทั้งหมดของบทความนี้

ส่วนถ้าจะถามว่า Hypnosis และ NLP เหมือนกันหรือไม่?

ก็คงต้องตอบว่า “ต่างกันลิบลับจนแทบจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน”

แต่อย่างไรเสียก็ต้องบอกก่อนว่าทั้ง Hypnosis และ NLP ก็อยู่ร่วมรวมกันจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันจนยากที่จะแยกออกจากกันอย่างแน่นอนที่สุด

ทั้งหมดก็เป็นดังที่ได้กล่าวมานี้ครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Timeline Reframing


โดยสรุปแล้วการทำ Timeline Reframing ก็คือการจิตนาการย้อนกลับในอดีต(ในสภาวะกึ่งการสะกดจิต) กลับไปยังเหตุการณ์บางเรื่องราวในชีวิตของคุณ จากนั้นก็ทำการแก้ไขมันเสีย!

นี่คงเป็นเรื่องที่ฟังดูบ้าบอและไร้สาระที่สุดสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ NLP

เราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?

เหตุผลที่เราต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่า .... การที่เราเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้ (อารมณ์/ความคิด/บุคลิกภาพ) ทั้งหลายทั้งปวงมันก็เกิดมาจากว่า เราเคยเรียนรู้ผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง จะบอกว่าที่เราเป็นเราก็เพราะประสบการณ์มันทำให้เราเป็นก็ได้

ถ้าคุณเห็นไอ้ขี้โมโหซักหนึ่งคน หรือเห็นไอ้ขี้แพ้อีกซักคน ขอให้คุณทราบเถอะครับว่าเขาไม่ได้เป็นเพราะเขาอยากเป็นแบบนั้นหรอก แต่ทั้งหมดมันเกิดจากประสบการณ์ของเขาต่างหากที่มันหล่อหลอมสั่งสอนให้เขาเป็นอย่างนั้น

ใครล่ะที่สามารถกำหนดประสบการณ์เองได้ทั้งหมด .... ไม่มีหรอก

แต่นี่แหละคือสิ่งที่ NLP จะทำล่ะ

ถ้าประสบการณ์มันทำให้คนมันเป็นอย่างนี้อย่างนั้น มันทำให้คนมีปัญหา (อารมณ์/ความคิด/บุคลิกภาพ) อย่างงี้อย่างงั้นแล้วล่ะก็

จงเปลี่ยนประสบการณ์ห่วยๆ พวกนั้นเสีย!!!

ทำอย่างไร?

ก็ด้วย Timeline Reframing นี่แหละครับ!!

จงรับรู้อดีตของคุณด้วยเรื่องราวใหม่ๆ แทนเรื่องราวห่วยๆ พวกนั้นซะ

สำหรับ NLP แล้ว เราไม่เคยสนใจหรอกครับว่าประสบการณ์ที่คุณเคยรับรู้มาหรือที่คุณจะรับรู้ต่อไปมันจริงหรือไม่จริง เราสนแต่ว่าคุณกำลังรับรู้อะไร และสิ่งที่ที่คุณกำลังรับรู้มันสร้างสรรค์หรือเปล่า

และถ้ามันไม่สร้างสรรค์ล่ะก็ จงเปลี่ยนมันเสีย!

นี่แหละหัวใจที่เป็นแก่นท้ของ Timeline Reframing ล่ะครับ


ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด


Do and Don't


ลองนึกถึงว่าขณะนี้คุณกำลังยืนมองดูการแสดงผาดโผนที่เสี่ยงตายเอามากๆ เช่นการโชว์ลูกปืนใหญ่มนุษย์ เมื่อนักแสดงที่เป็นคนเป็นๆ ถูกบรรจุลงไปในปากกระบอกปืนใหญ่แล้วยิงออกไปสู่เป้าหมาย นี่เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำและอันตรายอย่างที่สุดอย่างหนึ่งในโลกของการแสดงผาดโผนก็ว่าได้

“ทำไมนักแสดงจึงเลือกที่จะทำสิ่งนี้?”

เพราะเงิน เพราะชื่อเสียง หรือเพราะอะไรกันแน่ หากให้คุณเป็นคนที่จะต้องถูกบรรจุลงไปแทนล่ะ? คุณจะยอมทำมันหรือไม่?

เนื่องจากตัวอย่างนี้ดูอันตรายเสี่ยงตายมากเกินไป นี่ก็อาจจะเป็นตัวอย่างลำบากใจมากซักหน่อยที่จะต้องตอบคำถามว่าจะยอมทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้หรือไม่ ดังนั้นคราวนี้เราลองทำอะไรให้มันง่ายขึ้นอีกนิดเช่นการเดินเท้าเปล่าๆ ลุยไปบนกองไฟที่เป็นถ่านแดงๆ ประมาณ 3-4 ก้าว การกระทำแบบนี้คุณไม่ตายแน่ๆ แต่เท้าคุณอาจจะได้รับบาดเจ็บพุพองได้แน่ๆ เช่นกัน

คำถามก็คือว่า “คุณจะยอมทำสิ่งนี้หรือไม่?”

Loop of Error


ถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่นอกหักแล้วก็อกหักอีก กิจการเจ๊งแล้วก็เจ๊งอีก ทำอะไรก็ล้มเหลวแล้วก็ล้มเหลวอีก

ขอให้ลองสังเกตดูให้ดีๆ ใช้ความสามารถในการเป็นนักสังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยมของคุณพิจารนาดูว่า "มีสิ่งใดที่มันกำลังเกิดขึ้นซ้ำๆ"

ความผิดพลาดซ้ำซากมันย่อมเกิดจากรูปแบบที่ผิดพลาดบางประการที่ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกไปโดยที่ไม่รู้ตัว(หรือบางทีก็รู้ตัว ...แต่ก็ยังทำด้วยความเคยชิน)

NLP Presuppositions ข้อหนึ่งบอกว่า "ถ้าบางสิ่งใช้การไม่ได้ หรือใช้แล้วไม่ได้ผล ... งั้นก็จงเปลี่ยนมันเสีย ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ... แล้วผลที่ได้จะแตกต่างอย่างแน่นอน"

นั่นหมายความว่าถ้าคุณค้นหาความผิดพลาดที่วนซ้ำเจอแล้วแก้ไขมันเสียด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ความซ้ำซากก็ย่อมถูกทำลายลงอย่างแน่นอน

แต่คำถามสุดท้ายก็คือ

"คุณพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง?"

ศูนย์ให้คำปรึกษาและสะกดจิตบำบัด